ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงราว 1% ในวันศุกร์ (28 ก.พ.) โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤษภาคมลดลง 86 เซนต์ หรือ 1.16% ปิดที่ 73.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ลดลง 59 เซนต์ หรือ 0.84% ปิดที่ 69.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นับเป็นการลดลงรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดมาจากความกังวลเกี่ยวกับมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ รวมถึงการที่อิรักเตรียมกลับมาส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคเคอร์ดิสถานผ่านท่อส่งไปยังตุรกี ซึ่งกระทรวงน้ำมันอิรักยืนยันว่าจะเริ่มต้นด้วยปริมาณ 185,000 บาร์เรลต่อวันผ่านบริษัทน้ำมันของรัฐ SOMO อย่างไรก็ตาม บรรดาบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศที่ดำเนินการในภูมิภาคดังกล่าวยังไม่พร้อมกลับมาส่งออก เนื่องจากปัญหาข้อตกลงทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านการชำระเงิน

แฮร์รี ทชิลลิงกิเรียน หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Onyx Capital Group ชี้ว่า การกลับมาส่งออกของอิรักอาจทำให้ประเทศต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อตกลงของกลุ่มโอเปกพลัส เนื่องจากอิรักมักผลิตน้ำมันเกินโควตาอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน โอเปกพลัสยังคงหารือเกี่ยวกับแผนการผลิตในเดือนเมษายน โดยมีความเป็นไปได้ที่กลุ่มจะคงการลดกำลังการผลิตออกไปอีก ซึ่งฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์จาก Price Futures Group เตือนว่าหากการขยายเวลาลดกำลังการผลิตเกิดขึ้น อาจทำให้ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีนที่คาดว่าจะมีผลในเดือนมีนาคม ซึ่งอาจกระทบต่อความต้องการพลังงานในตลาดโลก

ผลสำรวจของรอยเตอร์สคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในปีนี้อาจอยู่ที่ 74.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI จะอยู่ที่ 70.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคายังคงขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอุปทานและความไม่แน่นอนของตลาดโลก