OpenAI เดินเกมรุกปี 2025 เร่งเปลี่ยน ChatGPT จากแชตบอตสั่งงานด้วยข้อความ ให้กลายเป็นผู้ช่วยทำงานครบวงจร หลังเปิดตัว GPT-5 ที่เลือกโหมดการตอบได้ (Auto/Fast/Thinking) พร้อมเอเจนต์ทำงานอัตโนมัติ เช่น จัดตาราง สร้างสไลด์ เขียนโค้ด–ค้นคว้าลึก และฟีเจอร์เพื่อการศึกษาอย่าง Study Mode ขณะที่ฐานผู้ใช้งานเติบโตพุ่งจากร้อยล้านสู่หลายร้อยล้านรายต่อสัปดาห์ แอปมือถือทำรายได้รวมแตะระดับพันล้านดอลลาร์

ด้านกลยุทธ์ตลาด OpenAIจับมือ Apple Intelligence, เปิดแพ็กเกจราคาประหยัด ChatGPT Go ในอินเดีย (ต่ำกว่า 500 บาท/เดือน) และทดลองข้อเสนอสำหรับหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ ราคา 1 ดอลลาร์ ต่อปี เพื่อเร่งการใช้งานภาครัฐ–องค์กร ควบคู่กับการปล่อยโมเดลเปิดน้ำหนัก (open-weight) ชุดใหม่เพื่อกู้ภาพ “เปิดเผย” และขยายชุมชนพัฒนา

อย่างไรก็ดี เส้นทางไม่ได้ราบรื่น บริษัทเผชิญแรงกดดันทั้งคดีลิขสิทธิ์จากสำนักข่าว, คำร้อง–คำสั่งศาลในสหรัฐฯ, ดราม่าภายในจากการลาออกของผู้บริหารระดับสูง และความกังวลด้านความปลอดภัย/ความเหมาะสมของคอนเทนต์ จนต้องเสริม มาตรการป้องกันบทสนทนาเสี่ยง (โดยเฉพาะสุขภาพจิตและผู้เยาว์) เพิ่มเครื่องมือควบคุมผู้ปกครอง รวมถึงปรับกระบวนการทดสอบความน่าเชื่อถือของโมเดล นอกจากนี้ ยังมีแรงเสียดทานเชิงการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหญ่ทั่วโลก และข้อครหาว่าเริ่มเสียเปรียบในบางตลาดเอเชีย จนบริษัทต้องเร่งสร้างความสัมพันธ์กับวอชิงตันและเดินหน้าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่รองรับดีมานด์

ในเชิงผลิตภัณฑ์ OpenAI ยังคงเปิดทางเลือกหลายรุ่นควบคู่ GPT-5 (เช่น GPT-4o, GPT-4.1 และโหมด reasoning อย่าง o3/o4-mini) เสริมฟีเจอร์เสียง–ภาพ–วิดีโอ, คอนเน็กเตอร์เก็บความรู้จากบริการคลาวด์, โหมดสนทนาเสียงธรรมชาติ และความสามารถแก้โค้ด–เชื่อม GitHub ขณะที่ฝั่งนโยบาย บริษัทประกาศยกระดับ การ์ดกันความเสี่ยงชีวภาพ/เคมี, เพิ่มความโปร่งใสบางส่วนของกระบวน “reasoning” และเดินหน้าทดลองวอเตอร์มาร์กภาพ

ภาพรวมแล้ว OpenAI กำลังเดินสูตร “นวัตกรรมเร็ว + กำกับความปลอดภัย + รุกตลาดองค์กร/รัฐ” เพื่อผลัก ChatGPT ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานผู้ช่วยดิจิทัลของผู้ใช้และองค์กรทั่วโลก ท่ามกลางแรงกดดันทางกฎหมาย การแข่งขันที่รุนแรง และโจทย์กำกับดูแลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ