หลังจากที่ตลอดเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การบินโดรนในประเทศไทยถูกจำกัดอย่างเข้มงวดเนื่องจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชามีความตึงเครียด ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. (CAAT) ได้ออกประกาศฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1–15 กันยายน 2568 โดยสาระสำคัญคือการผ่อนคลายให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถใช้งานโดรนได้ทั่วประเทศอีกครั้ง แต่ยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
ประกาศฉบับนี้ถือเป็นฉบับที่ 5 ต่อเนื่องจากมาตรการก่อนหน้า โดยมีที่มาจากการประเมินของฝ่ายความมั่นคงที่เห็นว่าสถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายลง จึงเปิดทางให้กิจกรรมด้านการถ่ายภาพ การสำรวจ และการเกษตรที่ต้องใช้โดรนสามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม การผ่อนปรนครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดข้อห้ามทั้งหมด เพราะยังมีพื้นที่บางส่วนที่จัดเป็นเขตห้ามบินอย่างเด็ดขาด
พื้นที่ที่ถูกระบุไว้ในประกาศได้แก่จังหวัดชายแดนห้าจังหวัด คือ สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี ซึ่งยังคงมีกำลังทหารวางกำลังป้องกันความมั่นคงอยู่ นอกจากนี้ยังรวมถึงเขตยุทธศาสตร์สำคัญบางแห่ง เช่น อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อำเภอเมือง จังหวัดระยอง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี รวมทั้งพื้นที่โดยรอบสนามบินในรัศมีเก้ากิโลเมตร ซึ่งล่าสุดได้เพิ่มสนามบินโคกกระเทียม จังหวัดลพบุรี และสนามบินในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เข้าไปด้วย ทั้งหมดนี้ยังถือว่าเป็นเขตอันตรายที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้งานโดรนในทุกกรณี
ผู้ที่ต้องการใช้โดรนในพื้นที่อื่น ๆ นอกเหนือจากที่ห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขหลายประการ เช่น ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและตัวอากาศยานให้ถูกต้อง ยื่นคำขออนุญาตล่วงหน้าอย่างน้อยสามวันผ่านระบบ UAS Portal และแจ้งกำหนดการบินต่อศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้นักบินของสำนักงานตำรวจนครบาล หากต้องการบินนอกเวลา 06.00–18.00 น. ก็จะต้องขออนุญาตพิเศษเพิ่ม และไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามจะไม่สามารถบินได้ในช่วงเวลา 00.01–04.00 น.

ในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพ ตำรวจ กรมศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ รวมถึงสำนักข่าวกรอง สามารถใช้งานโดรนได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากจำเป็นต้องปฏิบัติการในพื้นที่ที่ห้ามบิน ก็ขอความร่วมมือให้แจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่านระบบของ กพท. และประสานงานกับหน่วยความมั่นคงในพื้นที่เพื่อความราบรื่น
ประกาศฉบับนี้ยังเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมเฝ้าระวัง หากพบการใช้งานโดรนที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือสร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคง สามารถแจ้งข้อมูล วัน เวลา สถานที่ และหลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ ไปยังสำนักงานการบินพลเรือน ศูนย์ต่อต้านอากาศยานไร้นักบินของตำรวจนครบาล หรือสถานีตำรวจและหน่วยทหารในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง
น่าสนใจว่าหลังจากมีมาตรการควบคุมเข้มในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวนการขึ้นทะเบียนโดรนกลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยตัวเลขล่าสุดอยู่ที่กว่า 7,700 ลำ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ผู้ควบคุมโดรนที่มีน้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโดรนเพื่อการเกษตร มีการขึ้นทะเบียนแล้วมากกว่า 8,300 ราย เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลถึงร้อยเท่าในรอบปีเดียว
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้งานโดรนในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลเพื่อความมั่นคงของประเทศ การผ่อนคลายมาตรการรอบนี้จึงเปรียบเสมือนการปรับสมดุลระหว่างการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและการใช้งานเชิงพาณิชย์ กับการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางยุทธศาสตร์ ซึ่งประชาชนและผู้ประกอบการต้องติดตามประกาศฉบับถัดไปอย่างใกล้ชิดว่าจะมีการขยายเวลาหรือเปลี่ยนแปลงมาตรการอีกหรือไม่