เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (30 สิงหาคม 2568) กรมอุตุนิยมวิทยาได้ติดตามความเคลื่อนไหวของพายุดีเปรสชันที่ก่อตัวขึ้นบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยศูนย์กลางของพายุอยู่ห่างจากเมืองกว๋างบินห์ ประเทศเวียดนามไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 210 กิโลเมตร ที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 118.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางวัดได้ราว 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วเฉลี่ย 22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนก่อนพัดขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามในช่วงเย็นวันนี้ จากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันอีกครั้งเมื่อเคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาว และมีแนวโน้มจะซึมเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในคืนเดียวกัน ก่อนเคลื่อนตัวไปปกคลุมภาคเหนือในวันพรุ่งนี้
อิทธิพลของพายุครั้งนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบโดยตรงในหลายจังหวัด อาทิ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร บึงกาฬ หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู กาฬสินธุ์ ขอนแก่น และชัยภูมิ ซึ่งจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ขณะที่ภาคเหนือและภาคกลางตอนบนจะเริ่มได้รับอิทธิพลในวันที่ 31 สิงหาคม โดยจังหวัดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ น่านตอนล่าง แพร่ อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน และนครสวรรค์ โดยฝนที่ตกสะสมอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเขตภูเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีการเตรียมแผนรับมือ โดยจัดทีมกู้ภัยและอุปกรณ์ช่วยเหลือไว้ประจำจุดเสี่ยง พร้อมเฝ้าระวังระดับน้ำในลำน้ำสายหลักที่มีโอกาสล้นตลิ่ง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำชับโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงภัยให้เตรียมยาและเวชภัณฑ์เพื่อรองรับโรคที่มากับน้ำท่วม เช่น โรคท้องร่วง น้ำกัดเท้า และโรคฉี่หนู นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการด้านการคมนาคม โดยกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทแจ้งเตือนผู้ขับขี่ให้ระวังเส้นทางสายภูเขาที่อาจมีดินสไลด์และน้ำป่าตัดขาดเส้นทาง รวมทั้งรถไฟและสายการบินบางเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบหากฝนตกหนักต่อเนื่อง
ด้านการเกษตร นักวิชาการเตือนว่า ข้าวนาปีในพื้นที่อีสานซึ่งอยู่ในช่วงตั้งท้องมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียหายหากน้ำท่วมขังนานเกินไป รวมถึงพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลังก็อาจได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน ส่วนในภาคเหนือ พื้นที่สวนลำไยและผลไม้บนพื้นที่สูงมีความเสี่ยงต่อดินโคลนถล่มและน้ำป่า ขณะที่ประชาชนในหลายจังหวัดเริ่มทยอยเก็บสิ่งของขึ้นที่สูงและติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด
ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศชี้ว่า พายุลูกนี้แม้จะไม่รุนแรงเท่าพายุระดับไต้ฝุ่น แต่ด้วยเส้นทางที่เคลื่อนผ่านเวียดนาม ลาว และเข้าสู่ไทย ทำให้ความชื้นและร่องมรสุมถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ซึ่งมีโอกาสทำให้ฝนตกสะสมเกิน 200 มิลลิเมตรในบางพื้นที่ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ได้ หากไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ
ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมพร้อมอพยพหากมีสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ และควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านพื้นที่ที่มีน้ำป่าไหลหลาก รวมถึงเก็บสิ่งของมีค่าและเอกสารสำคัญไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันลูกนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายนนี้อย่างแน่นอน