บีวายดี (BYD) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดในโลกจากจีน เผยผลประกอบการไตรมาสสองปี 2568 ที่สะท้อนความท้าทายครั้งใหญ่ต่อการเติบโต รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้น 14% แตะระดับ 2 แสนล้านหยวน แต่กำไรสุทธิกลับลดลงเกือบ 30% อยู่ที่เพียง 6.4 พันล้านหยวน หรือราว 2.9 หมื่นล้านบาท การลดลงครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันด้านการแข่งขันและการกำกับดูแลจากรัฐบาลปักกิ่งเริ่มส่งผลกระทบอย่างชัดเจน

ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ รายได้รวมของบีวายดียังขยายตัวกว่า 23% และกำไรสะสมโตขึ้น 13.8% แต่ทิศทางยอดขายกลับชะลอตัว โดยตลอด 7 เดือนแรก บริษัทสามารถจำหน่ายรถได้เพียง 2.49 ล้านคัน คิดเป็น 45% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 5.5 ล้านคัน นักวิเคราะห์จึงเตือนว่าบริษัทอาจทำได้เพียง 5–5.2 ล้านคันในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้อย่างมีนัยสำคัญ

แรงกดดันหลักมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้กว่า 80% ของบริษัท การขายในประเทศลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สามในเดือนกรกฎาคม และกำลังการผลิตก็หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 17 เดือน การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางนโยบายของรัฐบาลจีนที่ต้องการให้บริษัทรถยนต์ยุติสงครามราคาและเร่งชำระเงินแก่ซัพพลายเออร์ให้เร็วขึ้น ทำให้บีวายดีต้องปรับโครงสร้างทางการเงินและการผลิตอย่างเร่งด่วน

เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งระดับโลกอย่างเทสลา (Tesla) แม้บีวายดียังคงได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า แต่เทสลาก็เริ่มลดราคาในตลาดจีนเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด และยังมีความแข็งแกร่งในตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนรายอื่น เช่น Nio, Xpeng และ Li Auto ต่างเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี ทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ แบตเตอรี่ระยะทางไกล และซอฟต์แวร์ภายในรถยนต์ ทำให้การแข่งขันไม่ได้จำกัดเพียงเรื่องราคา แต่ยังขยายไปสู่สงครามด้านนวัตกรรมและคุณภาพผลิตภัณฑ์

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือภาวะเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทที่ขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 1.227 แสนล้านหยวน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน จาก 9.58 หมื่นล้านหยวนเมื่อสิ้นไตรมาสแรก และใกล้เคียงกับระดับ 1.254 แสนล้านหยวนเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันอัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นเป็น 71.1% จาก 70.7% ในไตรมาสแรก สะท้อนถึงภาระหนี้ที่สูงขึ้นท่ามกลางการลงทุนและการแข่งขันที่ไม่ลดระดับลง

แม้บีวายดีจะยังคงครองตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลก แต่ตัวเลขล่าสุดตอกย้ำว่าเส้นทางการเติบโตไม่ราบรื่นเหมือนที่ผ่านมา แรงกดดันจากภายในประเทศที่กำลังอิ่มตัว และแรงกดดันจากคู่แข่งระดับโลกทำให้อนาคตของบีวายดีกำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้นเรื่อย ๆ