เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายเกรียงไกร นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 และโครงการลงทุนภาครัฐหลายโครงการต้องหยุดชะงัก แต่ย้ำว่าหากภาครัฐและเอกชนร่วมกันกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสพลิกฟื้นและสร้างความเชื่อมั่นได้

เขาระบุว่า ช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาที่ลากยาว ส่งผลต่อการค้าชายแดนที่ชะลอตัว ข้อมูลเดือนมิถุนายน 2568 ระบุว่ามูลค่าการค้ารวมอยู่ที่ 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% จากเดือนก่อนหน้า และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 สะท้อนแรงกดดันที่ชัดเจนต่อผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เกี่ยวกับอัตราภาษีส่งออก ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เพราะหากมีการปรับเพิ่มอาจกระทบต่อสินค้าไทยหลายประเภท ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของไทย

นายเกรียงไกรชี้ว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะยิ่งทำให้การดำเนินนโยบายเร่งด่วนสะดุด เช่น การจัดการปัญหาอุทกภัย การแก้ไขข้อพิพาทชายแดน และการเร่งขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งล้วนต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเต็มที่เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“ในสถานการณ์นี้ ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุน SMEs ควบคู่กับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สะดุด” นายเกรียงไกรกล่าว

ด้านภาคเอกชน เขาแนะนำให้เร่งปรับตัวเชิงรุก โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน หันมาพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล รวมถึงการลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

“แม้การเมืองยังไม่มั่นคง แต่หากรัฐและเอกชนจับมือกัน เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว และรักษาความเชื่อมั่นในสายตานักลงทุนต่างชาติได้” นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้าย