ที่ปลายเหนือสุดของเกาะฮนชู เมืองโอมะ จังหวัดอาโอโมริ ตั้งอยู่ริมช่องแคบสึการุ มองข้ามไปเห็นฮอกไกโดในวันที่ฟ้าเปิด พื้นที่แห่งนี้คือแหล่งปลาทูน่าครีบน้ำเงินแปซิฟิก (Pacific bluefin tuna) ที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในญี่ปุ่น และอาจดีที่สุดในโลก

ฤดูกาลจับปลาทูน่าโอมะเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางฤดูร้อน เมื่อปลาทูน่าตามล่าฝูงปลาซันมะและปลาหมึกที่อพยพผ่านช่องแคบ ก่อนจะพีคสุดในฤดูใบไม้ร่วง และสิ้นสุดราวเดือนมกราคม ช่วงเวลานี้เองที่เนื้อปลามีรสชาติเข้มข้นที่สุด กลิ่นหอมเฉพาะตัวชัดเจน ชั้นไขมันที่สะสมไว้กันความหนาวนุ่มละลายในมือเชฟซูชิขณะปั้นโอโทโร่ ราคาประมูลจึงพุ่งสูงจนได้ฉายาในวงการว่า “Black Diamonds”

จากเหยื่อสด สู่สายเบ็ดกลางทะเล

การประมงทูน่าโอมะใช้ทั้งการตกแบบคันเบ็ดในเวลากลางวัน และแบบลองไลน์ (longline) ในเวลากลางคืน เรือที่ออกจากท่า Shitatehama จะเริ่มต้นภารกิจช่วงบ่าย มุ่งหน้าสู่จุดทำการประมงท่ามกลางลมหนาวของช่องแคบสึการุ

การวางลองไลน์คือการปล่อยเชือกเส้นหลักยาวหลายกิโลเมตร ผูกกับทุ่นลอย และมีสายย่อยติดตะขอห้อยลงไปในน้ำตามระยะที่กำหนด เหยื่อที่ใช้มักเป็นปลาซาบะสด ปลาหมึก หรือปลาซันมะ ซึ่งลูกเรือต้องจับเองก่อนเริ่มวางสาย เหยื่อสดเหล่านี้ถูกเก็บในแทงก์น้ำทะเลหมุนเวียนเพื่อรักษาความมีชีวิตชีวา

เรือสมัยใหม่ติดตั้งโซนาร์ เครื่องหาปลา เรดาร์ และ GPS ช่วยให้กัปตันประเมินกระแสน้ำและตำแหน่งฝูงปลาได้แม่นยำ ยุคที่พึ่งพาเพียงประสบการณ์ล้วนๆ แทบไม่เหลือแล้ว

วินาทีทองแห่งการยกปลา

ก่อนรุ่งสาง ลูกเรือเริ่มเก็บสายหลักกลับเข้าสู่เรือ เมื่อทูน่าติดเบ็ดและถูกดึงเข้าใกล้ตัวเรือ จะใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าแรงสูงทำให้ปลาสลบก่อนยกขึ้นบนดาดฟ้า ขั้นตอนนี้ต้องระวังอย่างยิ่ง หากปลาโขกกับตัวเรือจะทำให้เนื้อเกิดรอย “ไหม้” (yake) กลายเป็นสีคล้ำ ลดมูลค่าทันที

หลังขึ้นเรือ การจัดการปลาคือการแข่งขันกับเวลา ลูกเรือจะทำลายสมองปลา ใส่ลวดตัดไขสันหลัง ตัดหางเพื่อตรวจคุณภาพเนื้อ เปิดเส้นเลือดใหญ่เพื่อไล่เลือด ควักอวัยวะภายใน และแช่ในน้ำทะเลผสมน้ำแข็ง ทั้งหมดนี้เสร็จภายในราว 10 นาที

ความรวดเร็วและความประณีตของขั้นตอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสี กลิ่น และรสชาติของเนื้อปลา ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นราคาประมูลในตลาด ความชำนาญของชาวประมงโอมะจึงเป็นที่เลื่องลือ และเป็นเหตุผลที่ชื่อ “โอมะ” ยังคงยืนหนึ่งในอุตสาหกรรมปลาทูน่าญี่ปุ่นจนถึงทุกวันนี้

ที่มา nippon