กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของยุโรป 3 แห่ง ประกอบด้วย โฟล์คสวาเกน สเตลแลนทิส และเรโนลต์ ได้ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อสหภาพยุโรปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการจัดทำกรอบนโยบาย Made in Europe ที่มีความชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริงอย่างเร่งด่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยพัฒนา และการประกอบรถยนต์ภายในภูมิภาค ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านจากการบุกตลาดของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงวิกฤตที่อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปกำลังเผชิญจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าที่ล่าช้าและอุปสงค์ที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้โรงงานหลายแห่งในภูมิภาคต้องลดกำลังการผลิตลงต่ำกว่าระดับที่คุ้มทุน ในขณะที่แบรนด์รถยนต์จากจีนอย่างบีวายดีและเอ็มจีสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความได้เปรียบด้านราคาและเทคโนโลยีที่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลจีน ซึ่งกำลังมองหาช่องทางระบายผลผลิตหลังจากตลาดภายในประเทศประสบภาวะซบเซา

ภายใต้ข้อเสนอใหม่นี้ ค่ายรถยนต์ทั้งสามรายได้เสนอให้มีการกำหนดเกณฑ์สัดส่วนมูลค่าจากแรงงานและชิ้นส่วนที่ผลิตภายในกลุ่มประเทศสมาชิกยุโรป รวมถึงนอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ให้ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อแลกกับการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการจูงใจทางการเงิน นอกจากนี้ยังต้องการให้ขยายขอบเขตของระบบซูเปอร์เครดิตให้ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นที่ผลิตในยุโรป แทนที่จะจำกัดเฉพาะรถขนาดเล็ก เพื่อช่วยให้ผู้ผลิตสามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องนี้สร้างความกังวลให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์นอกภูมิภาค เช่น โตโยต้า นิสสัน และจากัวร์ แลนด์ โรเวอร์ ที่มีฐานการผลิตอยู่ในสหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และตุรกี โดยเกรงว่ามาตรการดังกล่าวอาจเป็นการปิดกั้นพันธมิตรที่เชื่อถือได้และส่งผลกระทบต่อเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมาธิการยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องอุตสาหกรรมในท้องถิ่นและการรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับต่างประเทศ

สำหรับบริบทของสถานการณ์ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นและกฎระเบียบที่เข้มงวด ทำให้ผู้ผลิตหลายรายต้องประกาศแผนลดพนักงานเพื่อพยุงฐานะทางการเงิน การผลักดันนโยบาย Made in Europe ในครั้งนี้จึงถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการกอบกู้สถานะของอุตสาหกรรมหลักที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตทั้งหมดในภูมิภาค เพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่สามและสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปท่ามกลางสงครามราคาที่ทวีความรุนแรง