เหตุการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้กำลังบีบคั้นให้ผู้บริโภคเริ่มพิจารณาทางเลือกอื่นที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในระยะยาว แม้ว่าผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์ใหม่ในช่วงแรกอาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่การพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานฟอสซิลกำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
ผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกากำลังจับตามองรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเป็นพิเศษ แม้ว่านโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผ่านมาจะพยายามกีดกันผู้ผลิตยานยนต์จีนจากการเข้ามาทำตลาดในประเทศ แต่ผู้บริโภคชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยกลับแสดงความสนใจและปรารถนาที่จะครอบครองรถยนต์ EV สัญชาติจีน จากผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคกว่า 40% ต้องการเห็นแบรนด์รถยนต์จีนเข้ามาจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ โดยให้เหตุผลว่ารถยนต์ EV จากจีนมีคุณภาพและความคุ้มค่าสูง แม้ว่าตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ เพียง 15% เท่านั้นที่สนับสนุนการเข้ามาของผู้ผลิตจีน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่ผู้ผลิตจีนสามารถเข้าไปเติมเต็มได้
ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ในอินเดียกำลังเผชิญกับความเสี่ยง แม้ว่าความต้องการรถยนต์ในอินเดียจะพุ่งสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่ แต่ปัญหาการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงงานผลิตไฟฟ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงานผลิตรถยนต์กำลังเป็นสัญญาณอันตราย ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์บางรายในอินเดียเริ่มรายงานการขาดแคลนพลังงานแล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอตัวของการผลิตและการหยุดชะงักของสายการผลิตในอนาคตอันใกล้ อินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป Tesla เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น หลังจากยอดขายที่ลดลงต่อเนื่องมานานกว่าหนึ่งปีในทวีปยุโรป Tesla สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้ถึง 11.8% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยุติสถิติยอดขายติดลบ 13 เดือน อย่างไรก็ตาม ยอดขายดังกล่าวยังคงน้อยกว่าคู่แข่งอย่าง BYD จากจีน ซึ่งมียอดขายเติบโตขึ้นเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ว่ายอดขายของ Tesla ในยุโรปอาจมีความผันผวนสูงในแต่ละเดือนเนื่องจากปัจจัยด้านการขนส่ง แต่การกลับมาเติบโตนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาโมเมนตัมของบริษัท
การพัฒนานวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับยังคงดำเนินต่อไป โดยบริษัทสตาร์ทอัพ ZYT จากจีน กำลังจะเปิดตัวระบบ AI สำหรับรถยนต์ไร้คนขับที่อ้างว่าสามารถขับขี่ได้ดีกว่ามนุษย์ในสภาพการจราจรที่ซับซ้อนของเมืองเซินเจิ้น ระบบดังกล่าวเป็นโมเดลการเรียนรู้ด้วยตนเองที่แตกต่างจากระบบแบบโมดูลาร์ทั่วไป ซึ่งอาจเป็นแนวทางใหม่ที่ช่วยลดต้นทุนในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ
ที่มา reuters