ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดสมาร์ตโฟน ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากกว่าที่เคย ตั้งแต่รุ่นเรือธงราคาสูงไปจนถึงรุ่นประหยัดไม่กี่พันบาท อย่างไรก็ตาม การจ่ายแพงไม่ได้หมายความว่าจะ “คุ้มค่า” เสมอไป หากรู้วิธีเลือกให้เหมาะกับการใช้งาน ก็สามารถประหยัดงบได้มากโดยไม่ต้องลดคุณภาพชีวิตดิจิทัล
- เริ่มจาก “พฤติกรรมการใช้งาน” ไม่ใช่กระแส
ก่อนตัดสินใจ ควรถามตัวเองว่าใช้งานมือถือเพื่ออะไรเป็นหลัก
- โซเชียล ดูวิดีโอ ถ่ายรูปทั่วไป
- เล่นเกมกราฟิกสูง
- ทำงานเอกสาร ตัดต่อวิดีโอ
- ใช้เป็นเครื่องสำรองหรือสำหรับผู้สูงอายุ
หากใช้งานทั่วไป ชิปประมวลผลระดับกลางก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเลือกรุ่นท็อปที่ราคาสูงเกินความจำเป็น
- เปรียบเทียบสเปกให้ถูกจุด
สเปกที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่
- RAM อย่างน้อย 8GB สำหรับการใช้งานลื่นไหลในระยะยาว
- ความจุ 128GB ขึ้นไป ลดปัญหาพื้นที่เต็มเร็ว
- แบตเตอรี่ 4,500–5,000 mAh ใช้งานได้ทั้งวัน
- หน้าจอรีเฟรชเรต 90Hz หรือ 120Hz ช่วยให้การเลื่อนหน้าจอลื่นขึ้น
อย่าเน้นเพียงจำนวนกล้องหรือความละเอียดตัวเลขสูง ๆ หากเซ็นเซอร์และซอฟต์แวร์ไม่ดีจริง ภาพที่ได้อาจไม่ได้ต่างกันมาก
- รุ่นกลางคุ้มที่สุดสำหรับคนส่วนใหญ่
ปัจจุบันมือถือระดับกลางหลายรุ่นให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงเรือธงเมื่อ 1–2 ปีก่อน ในราคาที่ประหยัดกว่าหลายพันบาท เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความคุ้มค่า ไม่ยึดติดแบรนด์หรือภาพลักษณ์
- เลือกช่วงเวลาซื้อให้เหมาะ
การซื้อหลังรุ่นใหม่เปิดตัวไม่นาน มักทำให้รุ่นก่อนหน้าลดราคาอย่างเห็นได้ชัด เทศกาลลดราคาออนไลน์หรือแคมเปญจากผู้ให้บริการเครือข่ายก็ช่วยประหยัดงบได้มาก
- ตรวจสอบการอัปเดตซอฟต์แวร์
มือถือที่รองรับการอัปเดตระบบปฏิบัติการอย่างน้อย 2–3 ปี จะใช้งานได้ยาวและปลอดภัยกว่า ลดความจำเป็นต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อย
- อย่าลืมค่าใช้จ่ายแฝง
นอกจากราคาเครื่อง ควรพิจารณา
- ค่าประกันเพิ่มเติม
- ค่าแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต
- อุปกรณ์เสริม เช่น เคส ฟิล์มกันรอย
การคำนวณต้นทุนรวมจะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
การเลือกซื้อมือถือให้คุ้มค่า ไม่ได้อยู่ที่การเลือกเครื่องแพงที่สุด แต่คือการเลือกให้ “ตรงกับการใช้งาน” และวางแผนซื้ออย่างมีข้อมูลครบถ้วน หากพิจารณาสเปกให้เหมาะสม เลือกจังหวะซื้อดี และคำนึงถึงการใช้งานระยะยาว ก็สามารถประหยัดเงินได้หลายพันบาท โดยยังได้สมาร์ตโฟนที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันอย่างเต็มที่