คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ออกประกาศฉบับที่ 30 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เพื่อปรับปรุงและกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน รวมถึงอัตราเงินชดเชยสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ โดยมีสาระสำคัญคือการคงการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาไว้ที่ 16.02 บาทต่อลิตร ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
การตัดสินใจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริหารจัดการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความต่อเนื่อง พร้อมทั้งพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และป้องกันการขาดแคลนพลังงานภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
นอกเหนือจากการชดเชยน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 16.02 บาทต่อลิตรแล้ว กบน. ยังได้กำหนดอัตราเงินชดเชยสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ไว้ที่ 18.94 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันเบนซิน กำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนที่ 5.50 บาทต่อลิตร โดยไม่มีการชดเชย ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 ได้รับการชดเชย 0.56 บาทต่อลิตร ขณะที่ E20 จะมีการชดเชยที่ 3.54 บาทต่อลิตร ซึ่งอัตราเหล่านี้จะครอบคลุมทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตและนำเข้าเพื่อใช้ภายในราชอาณาจักร
มาตรการที่ประกาศออกมานี้ยังคงยึดหลักการสำคัญที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติได้กำหนดไว้ คือการดำเนินมาตรการในระยะสั้น พร้อมทั้งสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนกลไกตลาดเสรี และคำนึงถึงความผันผวนของราคาต้นทุนพลังงานในตลาดโลก โดยมีนโยบายชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงข้ามกลุ่ม หรือให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการกองทุน
ทั้งนี้ การประกาศฉบับที่ 30 นี้เป็นการยกเลิกประกาศฉบับที่ 29 ที่ออกมาก่อนหน้า โดยดำเนินการภายใต้อำนาจตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมการในการกำหนดอัตราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกองทุน เพื่อให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศมีความเหมาะสมและยั่งยืนในระยะยาว และยังคงมีการระบุถึงประเภทของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาพรีเมียมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น คาลเท็กซ์ พาวเวอร์ ดีเซล +เทครอน ดี, ไฮ พรีเมียมดีเซล S, เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล และ ซูเปอร์พาวเวอร์ ดีเซล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความครอบคลุมในการบริหารจัดการ