บริษัท ปตท น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTT Station และ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ได้ออกประกาศแจ้งปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิด โดยเฉพาะกลุ่มดีเซลที่ปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 05.00 น ของวันที่ 3 เมษายน 2569 เป็นต้นไป การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในตลาดพลังงานของประเทศ ในขณะที่ราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ก็มีการปรับขึ้นตามไปด้วย แต่ในอัตราที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มดีเซล
สำหรับการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ กลุ่มน้ำมันดีเซลมีการปรับเพิ่มขึ้นถึง 3.50 บาทต่อลิตร นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สูงที่สุดในรอบนี้ โดยเฉพาะน้ำมันพรีเมียมดีเซลที่ราคาปรับสูงขึ้นถึง 4.00 บาทต่อลิตร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์โดยตรง ในส่วนของกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ แม้จะมีการปรับขึ้นเช่นกัน แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นในอัตรา 70 สตางค์ต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่ากลุ่มดีเซลอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่ใช้เชื้อเพลิงกลุ่มนี้อาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ใช้รถยนต์ดีเซล อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาในทุกกลุ่มเชื้อเพลิงย่อมส่งผลต่อค่าครองชีพโดยรวมของผู้บริโภคทั่วประเทศ
โดยราคาขายปลีกใหม่ (ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่กรุงเทพมหานคร) ที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2569 เป็นต้นไป มีรายละเอียดดังนี้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (GSH95S EVO) จะอยู่ที่ 43.95 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (GSH91S EVO) ปรับเป็น 43.58 บาทต่อลิตร น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 (GSH E20S EVO) อยู่ที่ 38.95 บาทต่อลิตร และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 (GSH E85S EVO) จะอยู่ที่ 35.69 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันเบนซินปกติจะมีราคา 52.54 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันเบนซินพรีเมียม 97 (Hi Premium 97 หรือ GSH95++) กำหนดราคาไว้ที่ 57.54 บาทต่อลิตร ในกลุ่มน้ำมันดีเซล น้ำมันดีเซล B20 (Hi Diesel B20S) จะปรับเป็น 47.74 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลธรรมดา (Hi Diesel S) อยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล B7 (Hi Diesel S B7) ก็จะอยู่ที่ 47.74 บาทต่อลิตรเช่นกัน ส่วนน้ำมันพรีเมียมดีเซล B7 (Hi Premium Diesel S B7) ซึ่งมีการปรับขึ้นสูงสุด จะมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 66.14 บาทต่อลิตร ซึ่งผู้ใช้รถยนต์ควรตรวจสอบประเภทเชื้อเพลิงของตนเพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
การประกาศปรับขึ้นราคาดังกล่าวมาจากผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันรายใหญ่ของประเทศไทยอย่าง ปตท และบางจาก ซึ่งมีเครือข่ายสถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศ การเปลี่ยนแปลงราคาเชื้อเพลิงในลักษณะนี้จึงส่งผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนทุกภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางส่วนบุคคล หรือต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลัก การติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อราคาพลังงานในประเทศ