นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ได้ให้การต้อนรับ นายอเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก ประธานาธิบดีแห่งเบลารุส ในระหว่างการเดินทางเยือนกรุงเปียงยางอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตามรายงานของสื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือ (KCNA) ที่เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี โดยการพบปะครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ซึ่งต่างก็เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังตึงเครียด
พิธีต้อนรับผู้นำเบลารุสและคณะผู้แทนถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ ณ ใจกลางเมืองหลวง โดยผู้นำคิมได้จัดเตรียมการยิงสลุตจำนวน 21 นัดเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้มาเยือน พร้อมด้วยการสวนสนามของกองทหารเกียรติยศแห่งกองทัพประชาชนเกาหลี นอกจากนี้ บรรยากาศตลอดสองข้างทางยังเต็มไปด้วยประชาชนชาวเกาหลีเหนือและเด็กนักเรียนที่พากันโบกธงชาติของทั้งสองประเทศ เพื่อแสดงออกถึงมิตรภาพและความยินดีในการกระชับความร่วมมือระดับทวิภาคีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเยือน คือการที่ประธานาธิบดีลูกาเชนโกได้เดินทางไปยังพระราชวังสุริยะคึมซูซัน ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งศพและอนุสรณ์สถานของอดีตผู้นำเกาหลีเหนือผู้ล่วงลับ เพื่อแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของนายคิม อิล ซุง และนายคิม จอง อิล โดยในพิธีดังกล่าว ผู้นำเบลารุสได้วางพวงมาลาในนามของตนเอง และที่สำคัญคือการวางช่อดอกไม้ที่ส่งตรงมาจาก นายวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อสื่อถึงความเคารพและความผูกพันระหว่างกลุ่มผู้นำทั้งสามประเทศที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันในเวทีโลก
แม้ว่าในเบื้องต้นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลเกาหลีเหนือจะยังไม่ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับหัวข้อการสนทนาหรือข้อตกลงความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่างนายคิมและนายลูกาเชนโก แต่เหล่านักวิเคราะห์มองว่าการเยือนครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่งเพื่อต่อต้านอิทธิพลของชาติตะวันตก การพบกันของสองผู้นำที่เป็นมิตรแท้ของเครมลินสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการประสานนโยบายต่างประเทศและการสนับสนุนซึ่งกันและกันในด้านต่างๆ ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากมาตรการคว่ำบาตรนานาชาติ
สำหรับบริบททางความสัมพันธ์นั้น ทั้งเกาหลีเหนือและเบลารุสต่างมีจุดยืนร่วมกันในการสนับสนุนปฏิบัติการของรัสเซียมาโดยตลอด การเดินทางมาเยือนของผู้นำเบลารุสในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการยืนยันถึงการดำรงอยู่ของกลุ่มภาคีที่มีความเชื่อมั่นในระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ โดยมีรัสเซียเป็นแกนกลางสำคัญ การขยายความร่วมมือจากระดับทวิภาคีไปสู่การประสานงานในระดับพหุภาคีระหว่างมอสโก มินสก์ และเปียงยาง จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่นานาชาติต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความมั่นคงในระดับภูมิภาคและระดับโลกในอนาคต
ที่มา reuters