โตโยต้า ยาริส เอทีฟ ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์โตโยต้าในตลาดอีโคคาร์บ้านเรา นับตั้งแต่การเปิดตัวในรูปแบบซีดาน 4 ประตูเมื่อปี 2560 ที่เข้ามาเติมเต็มตลาดคู่กับรุ่นแฮทช์แบ็ก และได้รับการตอบรับอย่างดีต่อเนื่อง จนสามารถทำยอดขายสะสมทะลุ 280,000 คันภายในกลางปี 2565 ก่อนที่จะส่งต่อไม้ผลัดให้กับเจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปีเดียวกัน พร้อมเรียกกระแสความสนใจมหาศาล โดยเฉพาะจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตื่นเต้นกับการดึง “แบมแบม GOT7” มาเป็นพรีเซนเตอร์หลัก บรรยากาศงานเปิดตัวที่ Toyota Alive ถนนเทพรัตน วันนั้นจึงคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนต่อคิวรอตั้งแต่เช้าเพื่อเข้าชมมินิคอนเสิร์ตที่จัดขึ้นควบคู่กับงาน

ความแรงของเจเนอเรชัน 2 สะท้อนชัดเจนจากยอดจองกว่า 21,000 คันภายในเพียงหนึ่งเดือน และต่อมาก็ปั้นยอดขายได้มากถึง 151,000 คันในเวลาไม่นาน จนกลายเป็นหนึ่งในรุ่นหลักที่โตโยต้าพึ่งพาในตลาดไทย กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 โตโยต้าได้ยกระดับอีกครั้งด้วยการเปิดตัว ยาริส เอทีฟ ไฮบริด (Toyota Yaris ATIV HEV) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า เปิดตัวสองรุ่นย่อย ได้แก่ HEV Premium ราคา 729,000 บาท และ HEV GR Sport ราคา 779,000 บาท พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษลดลง 10,000 บาทจนถึงสิ้นปีนี้

สำหรับรุ่น Premium มีการปรับโฉมกระจังหน้าแบบใหม่ ตกแต่งด้วยโครเมียมรมดำและสีเทาเมทัลลิก ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว ห้องโดยสารใช้วัสดุหนังสังเคราะห์สีดำ-เทา หน้าจอกลางสัมผัส 10.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบชาร์จไร้สายและฟังก์ชันด้านความปลอดภัยจาก Toyota Safety Sense ที่เพิ่ม Lane Keeping Control ทำงานคู่กับ Adaptive Cruise Control แบบ All speed

ส่วนรุ่น GR Sport มาในโทนสปอร์ตชัดเจนขึ้น กระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่ โลโก้ GR และชุดแต่งรอบคัน เสริมด้วยหลังคาดำและสปอยเลอร์หลัง ภายในตกแต่งด้วยเบาะหนังสังเคราะห์สีดำปักโลโก้ GR พวงมาลัย GR ปรับจูนพิเศษ พร้อมลำโพง Pioneer 6 จุด และล้ออัลลอย 17 นิ้วที่ช่วยขับอารมณ์สปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

ด้านสมรรถนะการขับขี่ ระบบไฮบริดใหม่ให้ความกระฉับกระเฉงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด อัตราเร่งตอบสนองดีขึ้นและการเปลี่ยนความเร็วทำได้ลื่นไหล โดยยังคงความประหยัดเชื้อเพลิงที่เป็นจุดขายหลัก ตัวเลขอ้างอิงจากอีโคสติกเกอร์อยู่ที่ 29.4 กม./ลิตรสำหรับรุ่น Premium และ 27.8 กม./ลิตรสำหรับรุ่น GR Sport ซึ่งถือว่าโดดเด่นเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน

ในการทดลองขับจริงบนเส้นทางผสมระหว่างถนนเมือง มอเตอร์เวย์ และทางขึ้นเขา พบว่ายาริส เอทีฟ ไฮบริดให้การควบคุมที่มั่นใจ รุ่น Premium เน้นความนุ่มนวลและนั่งสบาย ขณะที่รุ่น GR Sport เพิ่มความแข็งและหนึบเพื่อการเข้าโค้งที่แม่นยำและสนุกขึ้น แม้จะแลกมากับความกระด้างที่ผู้โดยสารตอนหลังอาจไม่ชอบนัก แต่สำหรับผู้ขับถือว่าได้อารมณ์สปอร์ตชัดเจน

เสียงรบกวนภายนอกลดลงมากเมื่อขับที่ความเร็วปกติ แม้จะมีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นบ้างเมื่อกดคันเร่งหนัก แต่ไม่ถึงกับรำคาญ อีกทั้งระบบเครื่องเสียงโดยเฉพาะในรุ่น GR Sport ก็ช่วยกลบเสียงรบกวนได้ดี

ในภาพรวม ยาริส เอทีฟ ไฮบริดคือการต่อยอดที่แข็งแรงจากรุ่น 1.2 ลิตร เพิ่มสมรรถนะ ประหยัดเชื้อเพลิง และฟังก์ชันทันสมัย ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า 100% โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการความสะดวกในการใช้งานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จไฟ โตโยต้าเองก็มั่นใจในศักยภาพของรุ่นนี้ ด้วยการสนับสนุนจากเครือข่ายบริการกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ และภาพลักษณ์ผู้นำตลาดไฮบริดที่ครองส่วนแบ่งสูงสุด

แม้ยุคของอีวีกำลังมาแรง แต่ยาริส เอทีฟ ไฮบริดแสดงให้เห็นว่า “ความสมดุล” ระหว่างประสิทธิภาพ ความประหยัด และความสะดวกในการใช้งานยังเป็นคำตอบที่จับต้องได้สำหรับผู้บริโภคจำนวนมากในเวลานี้

การเปิดตัว Yaris ATIV ไฮบริด ในปี 2568 ถือเป็นหมากสำคัญของโตโยต้า เพราะแม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมาแรง แต่ตลาดรถยนต์ไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงมีอุปสรรคด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสถานีชาร์จที่กระจุกตัวในเขตเมืองใหญ่ การติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านหรือคอนโดมิเนียมซึ่งทำได้ยาก และความกังวลเรื่องระยะทางการใช้งานจริงของ EV ที่ยังคงอยู่ในใจผู้บริโภคจำนวนไม่น้อย

การส่ง Yaris ATIV ไฮบริดเข้าสู่ตลาดจึงเป็นการนำเสนอ “ทางเลือกที่อยู่กึ่งกลาง” ระหว่างรถเครื่องยนต์สันดาปและรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ผู้ใช้ได้ทั้งความประหยัด (เกือบ 30 กม./ลิตร) และความสะดวกในการเติมน้ำมันที่คุ้นเคย โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานใหม่มากนัก อีกทั้งราคาเปิดตัวเริ่มต้นต่ำกว่า 720,000 บาท ทำให้เข้าถึงง่ายกว่ารถ EV ที่มีราคาสูงกว่าล้านบาทเป็นส่วนใหญ่

หากเปรียบเทียบกับคู่แข่ง โตโยต้ามีความได้เปรียบในฐานะ “เจ้าตลาดไฮบริด” ที่มีประสบการณ์ยาวนาน ตั้งแต่ Prius, Corolla Cross, Camry HEV จนมาถึง Yaris Cross และ ATIV รุ่นล่าสุด ขณะที่ค่ายจีน เช่น BYD หรือ MG เน้นรุกด้วยรถ EV ราคาจับต้องได้ แต่ยังไม่สามารถสร้างเครือข่ายบริการหลังการขายที่ครอบคลุมเท่าโตโยต้า

ดังนั้น การมาของ Yaris ATIV ไฮบริด อาจไม่ใช่การชนตรงกับ EV แต่เป็น “การกันตลาด” สำหรับลูกค้าที่ลังเลว่าจะเลือก EV หรือยังอยากใช้รถที่เติมน้ำมันได้ตามปกติ กลุ่มนี้คือตลาดใหญ่ และเป็นจุดแข็งที่โตโยต้ามองเห็นก่อนใคร

ในระยะยาว การมีทั้งทางเลือก EV อย่าง bZ4X และปิกอัพไฟฟ้าที่กำลังจะมาเสริมทัพ รวมถึงการคงไลน์ไฮบริดที่แข็งแกร่ง จะทำให้โตโยต้าสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มลูกค้าได้พร้อมกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่แตกต่างจากผู้เล่นที่โฟกัสเพียง EV อย่างเดียว