รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ด้วยการยื่นข้อเสนอปรับเปลี่ยนเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าใหม่ในการเจรจาทวิภาคีร่วมกับเม็กซิโกเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มสัดส่วนการผลิตชิ้นส่วนภายในภูมิภาคให้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
รายละเอียดของข้อเรียกร้องดังกล่าว มุ่งเน้นไปที่การยกระดับสัดส่วนชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตในอเมริกาเหนือให้แตะระดับ 82% เพื่อแลกกับการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขพิเศษทางการค้า โดยในจำนวนสัดส่วนดังกล่าว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าอย่างน้อย 50% ของมูลค่าชิ้นส่วนจะต้องถูกผลิตขึ้นภายในพรมแดนของสหรัฐฯ โดยตรง ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยมที่มุ่งเน้นการดึงฐานการผลิตกลับสู่แผ่นดินแม่
การเจรจาดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับภาคอุตสาหกรรมเนื่องจากเป็นการหารือทวิภาคีที่ตัดแคนาดาออกจากการพิจารณา ซึ่งแตกต่างจากข้อตกลง USMCA ฉบับปัจจุบันที่กำหนดเกณฑ์การผลิตในภูมิภาคไว้ที่ระดับ 75% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการเสนอปรับเกณฑ์สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ให้เพิ่มสูงขึ้นเป็น 75% จากเดิมที่เคยตกลงกันไว้เพียง 70% ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มใช้ข้อตกลงการค้ารูปแบบใหม่
นักวิเคราะห์ในแวดวงยานยนต์มองว่า กลยุทธ์ของตัวแทนการค้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้อาจเป็นการบีบให้เม็กซิโกยอมรับเงื่อนไขใหม่ก่อนที่จะนำข้อเสนอดังกล่าวไปยื่นให้กับแคนาดาในลักษณะการกดดันให้ยอมรับสภาพแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยนโยบายนี้มีความสอดคล้องกับความต้องการของเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลทรัมป์ที่มักวิพากษ์วิจารณ์การนำเข้าชิ้นส่วนจากแคนาดาและเม็กซิโกมาโดยตลอด
สำหรับบริบทของข้อตกลงปัจจุบันนั้น มีการกำหนดมูลค่าของชิ้นส่วนหลักในรถยนต์นั่งอย่างน้อย 40% ให้มาจากพื้นที่ที่มีค่าแรงสูง หรือในทางปฏิบัติคือสหรัฐฯ และแคนาดา ซึ่งครอบคลุมถึงระบบส่งกำลัง เครื่องยนต์ และแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ยังคงมีความไม่ชัดเจนในรายละเอียดเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการคำนวณสัดส่วนมูลค่าใหม่ที่สหรัฐฯ ต้องการ ซึ่งต้องรอการหารือในลำดับถัดไปว่าข้อตกลง USMCA จะยังคงสถานะความร่วมมือแบบสามฝ่ายไว้ได้ หรือจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นข้อตกลงทวิภาคีแยกส่วนตามความต้องการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในที่สุด