การทำ Grounding หรือ Earthing กำลังกลายเป็นเทรนด์สุขภาพที่คนเมืองทั่วโลกให้ความสนใจ โดยเป็นการนำร่างกายสัมผัสกับพื้นผิวโลกโดยตรง เช่น การเดินเท้าเปล่าบนหญ้า ทราย หรือผืนดิน เป็นเวลาอย่างน้อย 15-30 นาทีต่อวัน เพื่อถ่ายโอนประจุไฟฟ้าจากพื้นโลกเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลระดับอิเล็กตรอนในร่างกายให้กลับมาเป็นปกติและลดผลกระทบจากมลภาวะทางไฟฟ้าที่ได้รับจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบตัว

แนวคิดเบื้องหลังศาสตร์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ร่างกายมนุษย์มีประจุไฟฟ้าบวกสะสมอยู่มากเกินไปจากการใช้ชีวิตในอาคารและการสัมผัสกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตลอดเวลา การที่เท้าสัมผัสกับผืนดินซึ่งมีประจุไฟฟ้าลบมหาศาลจะช่วยให้เกิดกระบวนการถ่ายเทประจุ ทำให้ร่างกายเกิดภาวะเป็นกลางหรือลดสภาวะความเป็นกรดและสารอนุมูลอิสระในเลือดลง ผลลัพธ์ที่หลายคนสัมผัสได้ทันทีคือความรู้สึกผ่อนคลาย ระบบประสาทที่เคยตึงเครียดทำงานช้าลง และคุณภาพการนอนหลับที่ลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่ระบุว่าการทำ Grounding ช่วยลดความเข้มข้นของเลือดและลดการอักเสบเรื้อรังภายในร่างกายได้เป็นอย่างดี

สำหรับการเริ่มต้นฝึกปฏิบัติ ผู้สนใจสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงถอดรองเท้าและถุงเท้าออกในบริเวณที่มีพื้นดินธรรมชาติ เช่น สวนสาธารณะ ชายหาด หรือสนามหญ้าหลังบ้าน โดยต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งของมีคมและพื้นผิวบริเวณนั้นมีความปลอดภัยเพียงพอ การทำในตอนเช้าที่มีน้ำค้างเกาะบนหญ้าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากความชื้นช่วยให้ประจุเคลื่อนที่ได้รวดเร็วขึ้น ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงพื้นผิวที่เป็นยาง ยางมะตอย หรือพรม เพราะวัสดุเหล่านี้เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ไม่สามารถนำประจุจากโลกสู่ร่างกายได้

ในเชิงประวัติศาสตร์ มนุษย์ยุคโบราณใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่างๆ โดยสัมผัสกับพื้นดินมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง หรือการนอน ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ต่างจากวิถีชีวิตสมัยใหม่ที่ถูกตัดขาดจากพื้นดินด้วยพื้นรองเท้าวัสดุสังเคราะห์และอาคารคอนกรีต การหันกลับมาทำ Grounding จึงเปรียบเสมือนการรีเซ็ตระบบทางชีวภาพของมนุษย์ให้สอดประสานไปกับธรรมชาติอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการเยียวยาตนเองและการรักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายอย่างยั่งยืน