Apple รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 (สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568) ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่ตลาดคาด โดยมีกำไรสุทธิ 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าประมาณการนักวิเคราะห์ราว 7% นับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท

ปิยะธิดา สนธิสมบัติ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า รายได้รวมจากการขายสินค้าและบริการของ Apple อยู่ที่ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเติบโต 15.7% YoY สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ราว 4%

แม้รายได้หลักยังมาจากสหรัฐและยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% และ 27% ของรายได้รวมตามลำดับ แต่การเติบโตที่โดดเด่นที่สุดมาจากตลาดจีน ซึ่งขยายตัวสูงถึง 38% YoY สะท้อนการฟื้นตัวของความต้องการ iPhone และบริการดิจิทัลในภูมิภาคดังกล่าว

ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 40.7% ดีขึ้นจากไตรมาส 4 ปี 2568 และไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 36.2% และ 39.3% ตามลำดับ สะท้อนประสิทธิภาพด้านต้นทุนและสัดส่วนรายได้จากบริการที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ Apple ยังประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 0.26 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งถึง 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2 ปี 2569 (สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2569) บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตในช่วง 13–16% โดยมีแรงหนุนหลักจากยอดขาย iPhone ที่ฟื้นตัวดีขึ้นในตลาดจีนและอินเดีย

แม้ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้น Apple ปรับตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย จากความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับต้นทุนการผลิตและความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระยะกลางถึงยาวยังคงถูกมองในเชิงบวก

ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า นักวิเคราะห์ 39 ราย จากทั้งหมด 61 ราย ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น Apple โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 290.91 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังมีอัพไซด์ประมาณ 13% จากระดับราคาหุ้นปัจจุบัน

ทั้งนี้ Apple (AAPL) เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีรายได้จากทั้งฮาร์ดแวร์ เช่น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, AirPods และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ รวมถึงธุรกิจซอฟต์แวร์และบริการอย่าง App Store, Apple Music, Apple TV+, iCloud, Apple Arcade และ Apple Pay ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะยาว