จังหวัดเชียงใหม่กำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศอย่างหนักต่อเนื่องหลายวัน สาเหตุหลักมาจากการลักลอบเผาป่าในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง ส่งผลให้คุณภาพอากาศย่ำแย่จนเชียงใหม่ได้รับการจัดอันดับเป็นเมืองที่มีมลพิษสูงสุดอันดับหนึ่งของโลกในวันนี้ และเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งประชุมเพื่อหามาตรการคลี่คลายสถานการณ์อย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ฝุ่นควันทั่วเมืองเชียงใหม่วันนี้ยังคงหนาทึบจนบดบังทัศนียภาพของยอดดอยสุเทพที่เคยเป็นสัญลักษณ์ประจำจังหวัดมาหลายวันแล้ว ประชาชนยังสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นไหม้ที่ลอยอบอวลในอากาศอย่างชัดเจน ซึ่งการตรวจวัดคุณภาพอากาศจากสถานีต่างๆ ของกรมควบคุมมลพิษพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในทุกพื้นที่ โดยบางจุดมีค่าสูงถึง 202 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่ในช่วง 104 ถึง 328 ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อทุกคน

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรวบรวมข้อมูลคุณภาพอากาศทั่วโลกแบบเรียลไทม์ รายงานว่าเทศบาลนครเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 184 US AQI และค่า PM2.5 สูงถึง 103 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ณ เวลา 13.00 น. ของวันนี้ ตัวเลขนี้ทำให้เชียงใหม่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลักที่มีมลพิษทางอากาศสูงสุดของโลก แซงหน้าเมืองเดลีของอินเดียที่อยู่ในอันดับสองด้วยดัชนีคุณภาพอากาศ 158 US AQI และฮานอยของเวียดนามที่อยู่ในอันดับสามด้วย 152 US AQI ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหามลพิษในพื้นที่อย่างชัดเจน

ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่มีต้นตอหลักมาจากการลักลอบเผาป่าเป็นจำนวนมากทั่วพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่เอง รวมถึงในอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือและประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เกิดควันจากการเผาไหม้ที่ถูกกระแสลมพัดพามาสะสมตัวในพื้นที่เชียงใหม่ ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ฝุ่นควันลอยปกคลุมและระบายออกได้ยาก

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังควบคุมไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ แสดงผลการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspot) จากดาวเทียม Suomi NPP ในช่วงเช้าวันนี้ว่า มีจำนวนสูงถึง 2,165 จุดทั่วพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยจังหวัดเชียงใหม่พบจุดความร้อนมากที่สุดถึง 664 จุด ตามมาด้วยแม่ฮ่องสอน 426 จุด ลำปาง 255 จุด และตาก 157 จุด นอกจากนี้ ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ก็รายงานการตรวจพบจุดความร้อนในเชียงใหม่จำนวน 651 จุด โดยพบมากที่สุดในอำเภอเชียงดาวถึง 99 จุด รองลงมาคืออำเภอสะเมิง 98 จุด และแม่แตง 73 จุด ซึ่งตอกย้ำถึงการเผาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระจายตัวในวงกว้าง

จากสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่จึงได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน เพื่อหารือและกำหนดมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไฟป่าให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลและปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่เป็นอันดับแรก

วิกฤตฝุ่นควันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูแล้งในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว