เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจากหลายภาคส่วน เพื่อเข้าปฏิบัติการดับไฟป่าอย่างเร่งด่วนในพื้นที่ดอนสันปูเลย ตำบลส้าน การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการควบคุมสถานการณ์เปลวเพลิงและป้องกันไม่ให้ไฟป่าขยายวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยเป็นการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินและเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกภายใต้การบัญชาการแบบ Single Command ของจังหวัด

การปฏิบัติการภาคสนามในครั้งนี้ ริเริ่มโดยการมอบหมายจากนายบัณฑูร สุนทรสมบัติ นายอำเภอเวียงสา โดยมีนายจวน จันเครื่อง ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง เป็นผู้นำทีมประสานงานและลงพื้นที่ ร่วมกับกำลังพลจากกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอเวียงสา 5 กำนันตำบลส้าน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 (บ้านสาลีก) และหมู่ที่ 9 (บ้านทรายทอง) ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลส้าน อาสาสมัครดับไฟป่า และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งทั้งหมดได้ผนึกกำลังกันเข้าถึงจุดเกิดเหตุเพื่อร่วมกันระงับเปลวไฟที่กำลังปะทุ และเร่งสร้างแนวกันไฟ เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการลุกลามของไฟป่าอย่างเป็นระบบ การทำงานยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องพร้อมการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนกว่าสถานการณ์ไฟป่าจะสงบลงอย่างสิ้นเชิง

การจัดตั้งชุดปฏิบัติการดับไฟป่าอย่างรวดเร็วและครอบคลุมนี้ เป็นไปตามนโยบายสำคัญของนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ซึ่งได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ทุกอำเภอดำเนินการภายใต้หลักการ Single Command โดยนายอำเภอทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์เบ็ดเสร็จในการบริหารจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในเขตรับผิดชอบของตนเอง การกำหนดบทบาทที่ชัดเจนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสั่งการ การประสานงาน และการระดมทรัพยากรเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที ลดความซับซ้อนในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ และเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ซึ่งเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดน่าน

การสร้างแนวกันไฟถือเป็นยุทธวิธีเชิงรุกที่สำคัญในการจำกัดขอบเขตของไฟป่า โดยมีการใช้ทั้งการตัดถางเชื้อเพลิงและสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อยับยั้งการขยายตัวของเปลวไฟ การผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านป่าไม้ไปจนถึงอาสาสมัครท้องถิ่น สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ การเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ ซึ่งเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในฤดูแล้ง นโยบาย Single Command ไม่เพียงช่วยให้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามีประสิทธิภาพ แต่ยังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันไฟป่าในระยะยาว สร้างความเข้มแข็งในการจัดการภัยพิบัติและดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวน่าน