กรมการขนส่งทางบกได้ประกาศนโยบายสำคัญที่ถือเป็นการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยอนุญาตให้ผู้ขับขี่ทั่วประเทศสามารถนำเสนอใบอนุญาตขับขี่ในรูปแบบข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตแทนการพกพาบัตรแข็งได้แล้วอย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญที่มุ่งเน้นความสะดวกสบายและทันสมัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยผู้ขับขี่สามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน DLT QR Licence ที่พัฒนาขึ้นโดยกรมการขนส่งทางบก หรือแม้แต่การใช้ภาพถ่ายของใบขับขี่ที่บันทึกไว้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม มีข้อกำหนดสำคัญว่าการแสดงผลในรูปแบบดิจิทัลนี้จะจำกัดเฉพาะผู้ที่ถือใบอนุญาตขับขี่ชนิดสมาร์ทการ์ดที่มีรหัสคิวอาร์โค้ดปรากฏอยู่บนบัตรเท่านั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

สำหรับวิธีการแสดงผล ผู้ขับขี่สามารถเปิดแอปพลิเคชันเพื่อแสดงใบขับขี่เสมือนจริง หรืออาจเลือกใช้ภาพถ่ายหรือสำเนาของบัตรที่บันทึกไว้ก็ได้ โดยจะต้องเป็นภาพที่แสดงข้อมูลครบถ้วนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของใบขับขี่ และที่สำคัญคือต้องสามารถมองเห็นรหัสคิวอาร์โค้ดได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น เจ้าพนักงานจราจร สามารถใช้เครื่องมือสแกนตรวจสอบความถูกต้องและสถานะของใบอนุญาตได้ทันที ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไปพร้อมกัน

แม้ว่านโยบายใหม่นี้จะนำมาซึ่งความสะดวกสบาย แต่ผู้ที่ยังคงใช้ใบอนุญาตขับขี่รุ่นเก่าที่ไม่มีรหัสคิวอาร์โค้ดจะไม่สามารถใช้ฟังก์ชันการแสดงผลใบขับขี่เสมือนจริงผ่านแอปพลิเคชันได้ หากประสงค์จะใช้ประโยชน์จากใบขับขี่ดิจิทัล ผู้ขับขี่จำเป็นต้องดำเนินการเปลี่ยนบัตรเป็นชนิดสมาร์ทการ์ดที่มีคิวอาร์โค้ด ซึ่งมีค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งทางบกได้ย้ำว่าใบอนุญาตขับขี่ชนิดเก่าทุกประเภท รวมถึงใบขับขี่ตลอดชีพ ยังคงมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและสามารถใช้งานได้ตามปกติจนกว่าจะหมดอายุ ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาสิทธิของผู้ขับขี่ทุกกลุ่ม

การริเริ่มนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของกรมการขนส่งทางบกในการขับเคลื่อนภาคการขนส่งของไทยให้ก้าวทันโลกยุคดิจิทัล สร้างความเชื่อมั่นและความสะดวกสบายให้กับประชาชน ลดภาระในการพกพาเอกสารสำคัญ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบยืนยันตัวตนบนท้องถนนให้ดียิ่งขึ้น