บริษัท กรีนบัส หนึ่งในผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะรายใหญ่ของภาคเหนือ ได้ประกาศแผนการลงทุนครั้งสำคัญมูลค่า 94 ล้านบาท เพื่อนำรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 32 คัน เข้ามาเสริมทัพการให้บริการในหลายเส้นทาง โดยมีกำหนดเริ่มวิ่งตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อรับมือกับวิกฤตต้นทุนราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 6 บาท และสถานการณ์การขาดแคลนน้ำมันในบางพื้นที่อย่างเร่งด่วน
นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล ในเครือกรีนบัส เปิดเผยถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับกลยุทธ์ หลังบริษัทต้องแบกรับภาระค่าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นถึง 3.6 ล้านบาทต่อเดือน จากการที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประกอบกับการยกเลิกการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งในภูมิภาคภาคเหนือโดยตรง ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายจังหวัด โดยเฉพาะเชียงราย ถือเป็นวิกฤตที่รุนแรงกว่าการปรับขึ้นราคา จนส่งผลกระทบต่อการเดินรถในเส้นทางระยะไกลข้ามภาค ทำให้บริษัทต้องยกเลิกบางเที่ยววิ่งและสร้างความไม่สะดวกแก่ผู้โดยสาร
เพื่อประคับประคองสถานการณ์ในระยะเร่งด่วน กรีนบัสได้ปรับแนวทางการบริหารจัดการเดินรถ โดยเน้นการรักษาอัตราบรรทุกผู้โดยสารให้สูงกว่าร้อยละ 95 เพื่อรักษากำไรโดยรวมขององค์กร แม้บางเส้นทางอาจต้องยอมรับการขาดทุนในระยะสั้น นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาปรับลดความถี่ในการเดินรถสำหรับเส้นทางที่ไม่สร้างผลประกอบการที่ดีนัก ซึ่งจะมีการแจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้า เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสม
การลงทุนครั้งใหญ่ด้วยงบประมาณ 94 ล้านบาทนี้ ถือเป็นการปรับแผนการนำรถโดยสารไฟฟ้ามาใช้งานให้เร็วกว่ากำหนดเดิมที่วางไว้ในไตรมาสที่ 4 ของปี โดยแบ่งเป็นการจัดซื้อรถ EV ใหม่ขนาด 12 เมตร จำนวน 6 คัน ด้วยงบ 89 ล้านบาท พร้อมตู้ชาร์จ 5 ล้านบาท โดยมีกำหนดเปิดให้บริการภายในปลายเดือนเมษายน 2569 นอกจากนี้ จะมีการเสริมทัพด้วยรถ EV ใหม่ขนาด 8 เมตร อีก 12 คัน และรถเช่า EV ขนาด 8 เมตร อีก 14 คัน ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะเริ่มให้บริการได้ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 โดยการเร่งแผนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดนี้ มุ่งเน้นไปที่เส้นทางระยะสั้นประมาณ 70-100 กิโลเมตร ที่มีการเดินทางหนาแน่น อาทิ เส้นทางเชียงใหม่-ลำปาง และเชียงราย-แม่สาย ซึ่งสอดรับกับช่วงเวลาที่รถตู้โดยสารเดิมกำลังจะหมดอายุการใช้งานตามระเบียบ
นอกเหนือจากมาตรการภายในองค์กรแล้ว นายกฤษฏิภาชย์ยังได้เสนอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางการแยกประเภทการใช้น้ำมันดีเซลสำหรับรถขนส่งสาธารณะและธุรกิจขนส่งเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ โดยหวังให้รัฐเข้ามาอุดหนุนหรือดูแลราคาน้ำมันดีเซลสำหรับกลุ่มนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแบกรับต้นทุนและดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากภาคการขนส่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ