ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2026 สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียได้ก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ทางการเตหะรานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อเสนอสันติภาพจำนวน 15 ประการจากสหรัฐอเมริกาอย่างละเอียด แม้ว่าท่าทีสาธารณะในเบื้องต้นของเหล่านักการเมืองและผู้นำระดับสูงจะแสดงออกถึงความไม่พอใจและปฏิเสธโอกาสในการเจรจากับคณะทำงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ตาม รายงานระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวถูกส่งผ่านทางรัฐบาลปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างสองประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตโดยตรง การที่อิหร่านยังไม่ปฏิเสธข้อเสนออย่างเป็นทางการและใช้เวลาในการไตร่ตรองนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีความพยายามจากกลุ่มผู้มีอำนาจบางส่วนในอิหร่านที่ต้องการหาทางออกจากวิกฤตการณ์ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงของประเทศในขณะนี้

กระบวนการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ โดยมีกระแสข่าวว่าสถานที่สำหรับการพูดคุยอาจใช้พื้นที่ในประเทศปากีสถานหรือตุรกี ซึ่งเป็นพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่สหรัฐฯ ยื่นมานั้นประกอบด้วยข้อเรียกร้องที่เข้มงวดหลายประการ เช่น การให้โอนย้ายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงออกนอกประเทศ การยุติโครงการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป และการยุติการสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มพันธมิตรติดอาวุธทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเงื่อนไขเหล่านี้ได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากตลาดทุนทั่วโลกในทันที โดยดัชนีตลาดหุ้นเริ่มฟื้นตัวและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนเริ่มมีความหวังว่าเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญของโลกอาจกลับมาใช้งานได้ตามปกติหากการเจรจาประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ผลกระทบจากความขัดแย้งยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ การปิดกั้นเส้นทางเดินเรือสำคัญที่ผ่านมาส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ข้อเสนอสันติภาพนี้จึงเปรียบเสมือนทางออกสำคัญสำหรับระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังสั่นคลอน

ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ยังคงดำเนินมาตรการกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการทูต โดยมีแผนการเคลื่อนย้ายกำลังพลหน่วยรบพิเศษทางอากาศนับพันนายมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังให้กับหน่วยนาวิกโยธินที่กำลังเดินทางไปถึงในเร็วๆ นี้ ภายใต้รหัสปฏิบัติการที่ถูกขนานนามว่า Epic Fury ซึ่งมุ่งเป้าไปที่การทำลายขีดความสามารถทางการทหารของอิหร่านและการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่โฆษกทำเนียบขาวได้ย้ำเตือนอย่างแข็งกร้าวว่า หากอิหร่านยังคงเพิกเฉยต่อความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์และไม่ยอมรับข้อตกลง รัฐบาลสหรัฐฯ ก็พร้อมที่จะยกระดับการโจมตีให้รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าที่เคยปรากฏมาในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ เพื่อเป็นการบีบบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงท่าทีทางการเมืองและยุติการข่มขู่ในพื้นที่ช่องแคบบับอัลมันดับที่อิหร่านอ้างว่าสามารถสร้างภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือได้

สถานการณ์ความรุนแรงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังขาของอิสราเอล โดยคณะรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แสดงความกังวลว่าคณะผู้เจรจาของสหรัฐฯ อาจยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากเกินไปเพื่อให้เกิดข้อตกลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระยะยาวของอิสราเอลที่ต้องการสงวนสิทธิ์ในการปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อป้องกันตนเอง ในขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติของอิหร่านก็ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในจอร์แดน คูเวต และบาห์เรน รวมถึงการยิงขีปนาวุธเข้าใส่พื้นที่ของอิสราเอลเพื่อโต้ตอบการทำลายล้างโรงต่อเรือและย่านที่พักอาศัยในกรุงเตหะราน สถานการณ์ที่เลวร้ายลงนี้ส่งผลให้นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ต้องออกมาแถลงการณ์ด่วน ณ สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก โดยเตือนว่าโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของสงครามขนาดใหญ่ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดการยกระดับความรุนแรงเพื่อกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาทางการทูตอย่างเร่งด่วนก่อนที่ความสูญเสียจะขยายวงกว้างจนเกินเยียวยา

ที่มา reuters