เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ให้มุมมองว่า มาตรการ “คนละครึ่ง” และรูปแบบต่อยอดอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นเครื่องมือทางการคลังที่ออกแบบมาเพื่อพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยจุดเด่นของโครงการอยู่ที่การเติมเงินเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว และกระจายไปยังร้านค้ารายย่อยจำนวนมากทั่วประเทศ ทำให้เงินหมุนเวียนในชุมชนเกิดขึ้นทันที ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย
มาตรการลักษณะนี้ยังช่วยสร้างบรรยากาศการใช้จ่าย เพราะประชาชนมีแรงจูงใจในการจับจ่ายมากขึ้นเมื่อรัฐร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วน ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้าขนาดเล็กเพิ่มขึ้น และช่วยประคองรายได้ของผู้ประกอบการฐานราก ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเดินหน้ามาตรการต่อเนื่องจำเป็นต้องประเมินสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน ทั้งทิศทางการเติบโต การฟื้นตัวของกำลังซื้อ ภาระงบประมาณ และเสถียรภาพทางการคลัง เพราะมาตรการกระตุ้นไม่ควรถูกใช้ต่อเนื่องโดยไม่มีความจำเป็น แต่ควรเป็นเครื่องมือเฉพาะช่วงเวลาที่เศรษฐกิจต้องการแรงส่งเพิ่มเติม
ในมุมมองเชิงนโยบาย การใช้จ่ายภาครัฐต้องสมดุลระหว่างการกระตุ้นระยะสั้นกับการรักษาวินัยการเงินการคลังระยะยาว ดังนั้น การพิจารณาว่าจะมีโครงการลักษณะนี้ในระยะถัดไปหรือไม่นั้น จึงต้องอาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์และประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม