นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เตรียมเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินอย่างเต็มรูปแบบหลังเสร็จสิ้นกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีกำหนดการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในช่วงวันที่ 7-9 เมษายนนี้ เพื่อเร่งจัดการกับวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันและปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่กำลังกดดันประชาชนอย่างหนัก ท่ามกลางการจับตามองถึงเสถียรภาพของรัฐบาลที่ต้องพิสูจน์ผลงานภายในกรอบเวลา 1 ปีตามที่ได้ประกาศไว้ หากไม่สามารถยกระดับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ต่อสาธารณะ
โครงสร้างอำนาจในรัฐบาลชุดนี้สะท้อนถึงบทบาทนำของพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับความไว้วางใจให้กำกับดูแลกระทรวงที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทั้งในมิติเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยครอบคลุมตั้งแต่กระทรวงการคลัง พลังงาน พาณิชย์ อุตสาหกรรม และคมนาคม ขณะเดียวกันยังกุมบังเหียนกระทรวงด้านความมั่นคงแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งมหาดไทย กลาโหม และยุติธรรม ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายที่เน้นความรวดเร็วและเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ต้องมีความก้าวหน้ามากกว่าเดิมในทุกมิติเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน
สำหรับยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศที่เตรียมเสนอต่อรัฐสภานั้น มุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการยุทธศาสตร์ที่ประกอบด้วย 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การสร้างการเติบโตอย่างเท่าเทียมในทุกภาคส่วน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก การอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในพร้อมกับการบริหารจัดการหนี้สินภาคครัวเรือนอย่างเป็นระบบ และการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างรายได้ใหม่เข้าสู่ประเทศ โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นภายในระยะเวลา 6 เดือนแรกของการทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วน
ในด้านการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายและระบบราชการ รัฐบาลมีแผนที่จะปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกันมากขึ้น โดยเตรียมเสนอควบรวมหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการบูรณาการงานด้านซอฟต์พาวเวอร์อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งแยกงานด้านบริหารจัดการกีฬาออกมาเป็นหน่วยงานเฉพาะทางเพื่อมุ่งเน้นความเป็นเลิศระดับสากล นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดันกฎหมายอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจเพื่อปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตลงทุนให้เหลือเพียงจุดเดียว ซึ่งจะเป็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาขยายฐานการผลิตในไทยได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น
นโยบายด้านพลังงานถือเป็นด่านทดสอบที่ท้าทายที่สุดในระยะเริ่มต้น โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ในปริมาณจำกัดให้จ่ายในอัตราคงที่ราคาประหยัด เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในระยะเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการวางรากฐานการเปิดเสรีภาคพลังงานเพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดอย่างเป็นธรรม เช่นเดียวกับรูปแบบของธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการจากผู้ประกอบการที่หลากหลายและได้รับราคาที่เป็นธรรมมากที่สุดตามกลไกตลาดเสรีในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวคิดการบริหารจัดการภาษีรูปแบบใหม่เพื่อกระจายอำนาจทางการคลังสู่ท้องถิ่น โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกจัดสรรเงินภาษีบางส่วนของตนเองเพื่อนำไปพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดได้โดยตรง พร้อมกับการสร้างกลไกตรวจสอบโดยภาคประชาชนที่เข้มข้นเพื่อป้องกันการทุจริตในระดับพื้นที่ ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสภาวะความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งคลี่คลายให้เห็นผลภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้