ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งหนังสือชี้แจงสถานการณ์เงินเฟ้อของประเทศไทยไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาและแนวโน้มสำหรับหนึ่งปีข้างหน้ายังคงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินที่ 1-3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยด้านอุปทานที่ส่งผลกระทบ ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายรายต่างแสดงความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง อาจผลักดันให้ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เผชิญกับภาวะ Stagflation ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อค่าครองชีพและเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลว่า แม้ในระยะข้างหน้า ธปท. คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นและมีแนวโน้มกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในครึ่งหลังของปี 2570 แต่ความไม่แน่นอนในปัจจุบันที่สูงมาก โดยเฉพาะจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่าเงินเฟ้ออาจกลับเข้าสู่กรอบช้ากว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้านี้ ธปท. จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลให้อัตราเงินเฟ้อในระยะปานกลางไม่สูงหรือต่ำเกินไป จนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ

ในอีกด้านหนึ่ง ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้กล่าวเตือนถึงแนวโน้มความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลักดันให้เศรษฐกิจไทยและทั่วโลกเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่กลับมีอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย เนื่องจากประเทศส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง สำหรับประเทศไทย โครงสร้างเศรษฐกิจมีความเปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อจากพลังงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการพึ่งพานำเข้าน้ำมันสูงถึงประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และราคาน้ำมันยังเชื่อมโยงกับตะกร้าเงินเฟ้อ (CPI) อย่างใกล้ชิด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนเมื่อราคาพลังงานตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้น

SCB EIC ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยลง โดยในกรณีพื้นฐานหากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายภายในสองเดือน คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพียง 1.4 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน และในกรณีเลวร้าย หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปถึงสี่เดือน เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเหลือเพียง 0.8-1.1 เปอร์เซ็นต์ และอัตราเงินเฟ้ออาจพุ่งสูงถึง 4-5 เปอร์เซ็นต์ โดยมีความเสี่ยงสำคัญจากราคาพลังงานที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ประเด็นที่น่ากังวลอย่างมากคือ “ค่าแรงที่แท้จริง” ของแรงงานไทยที่ติดลบต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 แม้อัตราการว่างงานจะอยู่ในระดับต่ำ แต่กำลังซื้อของประชาชนกลับลดลง เนื่องจากรายได้เติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ สะท้อนถึงภาวะรายได้แท้จริงที่หดตัว ซึ่งจะซ้ำเติมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีแนวโน้มกระทบการบริโภคสินค้าและบริการในวงกว้าง

ดร. ยรรยง ยังได้ให้ข้อเสนอแนะว่า การตรึงราคาพลังงานในระดับที่ต่ำเกินไป ไม่เพียงสร้างภาระทางการคลังจำนวนมาก แต่ยังบิดเบือนกลไกราคา ทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน และภาครัฐคงไม่สามารถตรึงราคาพลังงานไว้ได้ตลอดไป หากยังคงฝืน เมื่อถึงจุดที่ต้องปล่อยให้ราคาปรับตัวตามกลไกตลาด อาจก่อให้เกิด Economic Shock ที่รุนแรงคล้ายกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ได้ ดังนั้น การปรับราคาพลังงานควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าภาครัฐจำเป็นต้องรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในช่วงที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์ของ GDP และมีแนวโน้มจะขยับเข้าใกล้เพดาน 70 เปอร์เซ็นต์เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ การสื่อสารแผนการบริหารหนี้อย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ด้าน ดร. อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและทรงตัวในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขเงินเฟ้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเดิมที่ประมาณการราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยไว้ที่ไม่ถึง 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูงมาก ส่งผลให้ราคาสินค้าในหลากหลายหมวดหมู่ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย และในที่สุดจะผลักดันเงินเฟ้อของไทยให้ขยับขึ้นทะลุ 2 เปอร์เซ็นต์ได้ จากเดิมที่มองว่าเงินเฟ้ออาจใกล้เคียงศูนย์ หรือต่ำกว่า 1 เปอร์เซ็นต์

ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นคือการกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน หากรายได้ของประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราที่เท่ากัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่ารายได้ที่แท้จริงลดลง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังซื้อในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและระดับล่างที่อาจได้รับผลกระทบมากที่สุด ดร. อมรเทพมองว่าไตรมาสที่สองของปีจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ความไม่แน่นอนในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่าน จะชัดเจนมากขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการเข้ามาประคองสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินกู้ฉุกเฉิน การอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน หรือการลดค่าไฟฟ้า แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการช่วยประคองสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงในระดับมหภาค ทั้งหนี้ภาครัฐ อันดับความน่าเชื่อถือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด หรือหนี้ครัวเรือนที่ยิ่งเร่งตัวขึ้น