เมื่อวานนี้ (25 มีนาคม 2569) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปิดตลาดพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่นกว่า 47 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่คึกคัก โดยได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยบวกชั่วคราว ทั้งสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และความคาดหวังเชิงบวกต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในประเทศที่ใกล้จะสำเร็จ.

การเคลื่อนไหวของดัชนีเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมานั้น ตลาดหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,457.91 จุด เพิ่มขึ้น 47.52 จุด หรือคิดเป็น 3.37% ซึ่งระหว่างวันดัชนีได้ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 50.80 จุด สะท้อนถึงบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกอย่างมาก ด้วยปริมาณการซื้อขายรวมสูงถึง 73,737.09 ล้านบาท แรงซื้อที่กลับเข้ามาอย่างหนาแน่นนี้มุ่งเป้าไปที่หุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ที่เคยได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกก่อนหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โรงไฟฟ้า และการท่องเที่ยว ที่กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง.

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ให้ความเห็นว่า การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของดัชนี SET Index ในวันดังกล่าว มีพื้นฐานมาจากปัจจัยทางจิตวิทยาเป็นหลัก หลังมีรายงานข่าวการผ่อนคลายความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นระยะเวลา 5 วัน และยังเสริมด้วยความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองไทยที่คาดว่าจะมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ก่อนเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม นายเทิดศักดิ์ได้ เตือนให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากมองว่าการดีดตัวขึ้นของดัชนีครั้งนี้รุนแรงและรวดเร็วเกินไป บนพื้นฐานของความไม่แน่นอนที่ยังคงสูงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงเป็นปัญหา และการขาดดุลการค้าของไทยที่อยู่ในระดับน่ากังวล ซึ่งอาจนำไปสู่แรงเทขายทำกำไรก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนคลายสถานการณ์สงครามในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคมนี้.

ด้านนายพิริยพล คงวาณิช ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง เสริมว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับตลาดโลก สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหนุนจากความคาดหวังต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในวันที่ 26 มีนาคมนี้ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการเคลื่อนกำลังพลเข้าสู่ภูมิภาคก็ตาม นอกจากนี้ ปัญหาด้านพลังงานและการขาดแคลนวัตถุดิบพลาสติกในประเทศยังส่งสัญญาณดีขึ้น หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีความคล่องตัวขึ้น รวมถึงปัจจัยภายในประเทศจากการคาดการณ์การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน ซึ่งจะผลักดันโครงการลงทุนภาครัฐ.

นายพิริยพลระบุเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ควรเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ Data Center รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โรงไฟฟ้า และสื่อสารชั้นนำ นอกจากนี้ยังแนะนำหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และพลังงานทางเลือก โดยประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,400-1,500 จุด ขณะที่นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ชี้ว่า การปรับขึ้นของหุ้นไทยสอดคล้องกับตลาดหุ้นเอเชีย โดยมี 3 ปัจจัยหลักคือ การฟื้นตัวของตลาดเอเชีย ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงจากการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้ง และการเติบโตโดดเด่นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยหนุนดัชนีมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปรับขึ้นทั้งหมด.

แม้ตลาดหุ้นจะแสดงสัญญาณบวกในระยะสั้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบเชิงโครงสร้างที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ลอยตัวตามกลไกตลาด ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและกำลังซื้อของภาคประชาชน รวมถึงปัญหาการขาดดุลการค้าที่สูงถึงกว่า 6,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงสองเดือนแรกของปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกตามราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในระยะยาว.