ตลาดน้ำมันโลกกลับมาอยู่ในทิศทางขาขึ้นอีกครั้งในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม ณ กรุงโตเกียว โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจไม่คลี่คลายลงได้โดยง่าย หลังจากที่ทางการอิหร่านระบุว่ายังคงอยู่ระหว่างการทบทวนข้อเสนอจากทางสหรัฐอเมริกาเพื่อยุติการสู้รบที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการผลิตและเส้นทางการขนส่งพลังงานของโลกในปัจจุบัน
สำหรับการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดโลกนั้น สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.13 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 1.1% แตะระดับ 103.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ขยับขึ้น 1.08 ดอลลาร์ หรือประมาณ 1.2% มาอยู่ที่ระดับ 91.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวเพิ่มขึ้นครั้งนี้ถือเป็นการฟื้นตัวหลังจากที่ราคาน้ำมันทั้งสองประเภทร่วงลงไปมากกว่า 2% ในการซื้อขายเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนอย่างหนักตามกระแสข่าวการเจรจาทางการเมือง
สถานการณ์ทางการเมืองทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านออกมาแถลงว่า แม้จะมีการพิจารณาข้อเสนอแต่รัฐบาลเตหะรานยังไม่มีความตั้งใจที่จะเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่กำลังขยายตัวอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้ทำเนียบขาวโดยโฆษกหญิง คาโรไลน์ ลีวิตต์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมที่จะใช้มาตรการตอบโต้อิหร่านอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น หากอิหร่านไม่ยอมรับข้อเท็จจริงว่ากำลังเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางทหาร โดยข้อเสนอ 15 ข้อของทรัมป์ที่ส่งผ่านตัวกลางอย่างปากีสถานนั้น มุ่งเน้นไปที่การกำจัดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง การยุติโครงการขีปนาวุธ และการตัดความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มพันธมิตรติดอาวุธในภูมิภาค
นอกจากปัจจัยทางการเมืองแล้ว ปัญหาด้านการขนส่งยังเป็นตัวเร่งให้ราคาพุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถึง 20% ของปริมาณความต้องการทั่วโลก องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการขัดข้องของอุปทานน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่กำลังการผลิตน้ำมันในอิรักก็เริ่มทรุดตัวลงจนทำให้คลังเก็บน้ำมันดิบในประเทศก้าวเข้าสู่ระดับวิกฤต
ในอีกด้านหนึ่งของโลก อุปทานน้ำมันยังได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยพบว่ากำลังการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างน้อย 40% ต้องหยุดชะงักลงหลังจากถูกโจมตีด้วยโดรนจากฝั่งยูเครน รวมถึงปัญหาจากการปิดท่อส่งน้ำมันหลักและการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน ทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่าอุปทานจะขาดแคลนในระยะยาว ด้านประเทศญี่ปุ่นโดยนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ได้พยายามเข้าหารือกับผู้นำ IEA เพื่อขอให้มีการประสานงานปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงลากยาวต่อไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยกดดันจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ข้อมูลจากฝั่งสหรัฐฯ กลับระบุว่าสต็อกน้ำมันดิบในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 6.9 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 456.2 ล้านบาร์เรลในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้วและสูงกว่าที่เหล่านักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้มาก แต่ถึงกระนั้น ตลาดน้ำมันยังคงได้รับแรงหนุนจากการที่อินเดียเริ่มกลับมานำเข้าก๊าซหุงต้ม (LPG) จากอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากสหรัฐฯ ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนชั่วคราว ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ยังคงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา