เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ หุ้นของ Oracle ปรับตัวลดลงราว 4% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดสหรัฐฯ หลังบริษัทเปิดเผยแผนระดมทุนมูลค่า 45,000–50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีนี้ เพื่อนำไปใช้ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Oracle บริษัทซอฟต์แวร์รายใหญ่ที่มี แลร์รี เอลลิสัน มหาเศรษฐีชื่อดังเป็นประธาน ระบุว่า เงินทุนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของระบบคลาวด์ให้เพียงพอกับความต้องการตามสัญญาจากลูกค้ารายสำคัญ อาทิ AMD, Meta, Nvidia, OpenAI, TikTok และ xAI
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากเร่งขยายกำลังการผลิต นักลงทุนยังตั้งคำถามถึงความชัดเจนของผลตอบแทนในระยะยาว และกังวลว่าความต้องการใช้งานจะยั่งยืนเพียงใด
รัสส์ มูลด์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนของ AJ Bell ให้ความเห็นว่า ตลาดมองว่าอนาคตของ Oracle ผูกพันกับ OpenAI อย่างมาก และเมื่อผนวกกับแผนลงทุนที่อาจสูงถึง 50,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 ความไม่สบายใจของนักลงทุนต่อสถานการณ์นี้น่าจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
Oracle ระบุว่า จะระดมทุนผ่านการผสมผสานระหว่างเงินทุนจากผู้ถือหุ้นและการก่อหนี้ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน รวมถึงการออกตราสารที่เชื่อมโยงกับหุ้น หุ้นสามัญ โครงการขายหุ้นในตลาด (at-the-market) มูลค่าสูงสุด 20,000 ล้านดอลลาร์ และการออกหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์จาก Bernstein มองว่า โครงสร้างการระดมทุนดังกล่าวจะช่วยรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment-grade) ของ Oracle และลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับจังหวะเวลาและต้นทุนทางการเงินในอนาคต
อย่างไรก็ดี Oracle กำลังเผชิญแรงจับตามองมากขึ้น หลังจากถูกผู้ถือหุ้นกู้ยื่นฟ้องในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะเดียวกันต้นทุนการประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของบริษัทก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปีที่แล้ว โดยแตะระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 5 ปี
ด้านนักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุว่า แผนการเงินครั้งนี้ช่วย “ซื้อเวลา” ให้กับความทะเยอทะยานด้าน AI ของ Oracle แต่เตือนว่า อาจกดดันอัตรากำไรในระยะสั้น และคาดว่ากระแสเงินสดอิสระของบริษัทจะยังไม่กลับมาเป็นบวกจนกว่าจะถึงปีงบประมาณ 2029
ที่มา channelnewsasia