แผ่นดินไหวถี่ช่วงดึกที่สุราษฎร์ธานี ขนาดสูงสุด 3.2 ลึกเพียง 1–2 กม. เกิดซ้ำหลายครั้งในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
ช่วงกลางดึกต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวติดต่อกันหลายครั้งในพื้นที่ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยข้อมูลจากระบบรายงานแผ่นดินไหวของกรมอุตุนิยมวิทยา (TMD) ระบุว่าแรงสั่นสะเทือนมีขนาดตั้งแต่ 2.8–3.2 แมกนิจูด และมีความลึกตื้นเพียง 1–2 กิโลเมตรเท่านั้น
จากไทม์ไลน์ที่บันทึกไว้ เหตุการณ์เกิดขึ้นถี่ภายในช่วงเวลาประมาณ 01.58 น. ถึง 02.28 น. รวมอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยเหตุการณ์ที่มีขนาดสูงสุดวัดได้ 3.2 แมกนิจูด เมื่อเวลา 02.07 น. ลึกประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะที่แรงสั่นสะเทือนขนาด 3.1 แมกนิจูดเกิดขึ้นซ้ำถึงสองครั้งในช่วงเวลา 02.24 น. และ 02.28 น. และอีกครั้งขนาด 2.8 แมกนิจูดในช่วงก่อนหน้า
จุดศูนย์กลางอยู่พื้นที่เดิม เกิดซ้ำแบบกลุ่ม (Cluster)
ลักษณะการเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนี้พบว่า ศูนย์กลางอยู่บริเวณตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) โดยแรงสั่นสะเทือนเกิดซ้ำในจุดใกล้เคียงกันภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนรูปแบบการเกิดแบบ “กลุ่มแผ่นดินไหว” (Earthquake swarm) มากกว่าจะเป็นอาฟเตอร์ช็อกจากเหตุการณ์ใหญ่
จุดที่น่าสังเกตคือความลึกของแผ่นดินไหวอยู่เพียง 1–2 กิโลเมตร ซึ่งจัดว่า “ตื้นมาก” เมื่อเทียบกับแผ่นดินไหวทั่วไป ทำให้แม้ขนาดแมกนิจูดจะไม่สูงมาก แต่ประชาชนในพื้นที่ใกล้จุดศูนย์กลางอาจรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่สภาพแวดล้อมเงียบสงบ
ประชาชนในพื้นที่รับรู้แรงสั่นสะเทือน
รายงานจากผู้พักอาศัยในอำเภอบ้านตาขุนบางส่วนระบุว่า มีความรู้สึกเหมือนบ้านสั่นเบา ๆ หรือมีเสียงคล้ายวัตถุกระทบกันช่วงสั้น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยในอาคารชั้นเดียวหรือบ้านไม้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงต่อโครงสร้างอาคาร หรือการบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว
เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลจากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อประเมินแนวโน้มการเกิดแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติม
พื้นที่ภาคใต้กับรอยเลื่อนที่ยังมีพลัง
แม้ภาคใต้ของประเทศไทยจะไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงบ่อยครั้งเท่าภาคเหนือหรือภาคตะวันตก แต่ยังคงมีแนวรอยเลื่อนที่มีพลังหลายแนว โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและใกล้เคียง ซึ่งเคยมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงปานกลางเป็นระยะ
การเกิดแผ่นดินไหวตื้นและถี่ในลักษณะนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของชั้นหินใต้ผิวโลก หรือแรงดันสะสมในรอยเลื่อนขนาดเล็กในพื้นที่ ทั้งนี้ การวิเคราะห์เชิงลึกจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางธรณีวิทยาและการตรวจวัดต่อเนื่อง
คำแนะนำสำหรับประชาชน
แม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะมีขนาดไม่รุนแรง แต่ประชาชนในพื้นที่ควร:
ตรวจสอบความมั่นคงของบ้านเรือน โดยเฉพาะโครงสร้างเก่า
หลีกเลี่ยงการวางของหนักบนที่สูง
เตรียมแผนฉุกเฉินในครอบครัว เช่น จุดรวมพล และเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน
ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ล่าสุดยังไม่พบสัญญาณของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ตามมา แต่จากลักษณะการเกิดซ้ำในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องในระยะ 24–48 ชั่วโมงข้างหน้า
ทั้งนี้ หากประชาชนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติม สามารถรายงานผ่านช่องทางของกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อช่วยสนับสนุนข้อมูลการวิเคราะห์ต่อไป
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของระบบติดตามแผ่นดินไหวแบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้ประชาชนรับทราบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น