กระทรวงการคลังเตรียมยื่นข้อเสนอชุดมาตรการบรรเทาผลกระทบจากภาวะราคาน้ำมันพุ่งสูงต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ 5 กลุ่มเป้าหมายหลักที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน โดยครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่ง เกษตรกร ประมง ไปจนถึงผู้รับเหมางานภาคเอกชนและรัฐ เพื่อประคองเศรษฐกิจในภาพรวมไม่ให้ชะงักตัวจากต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพที่ขยับสูงขึ้นตามทิศทางราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่ยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับแนวทางการดำเนินงานเบื้องต้นนั้น กลุ่มเปราะบาง หรือผู้ที่มีรายชื่อในระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 13.4 ล้านราย จะเป็นกลุ่มลำดับต้นๆ ที่ได้รับความช่วยเหลือผ่านการพิจารณาเติมวงเงินเยียวยาเข้าสู่บัตรโดยตรง โดยทางฝ่ายบริหารมีแผนที่จะจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลางมาใช้สนับสนุนในส่วนนี้ ซึ่งกระบวนการเบิกจ่ายและแนวทางที่ชัดเจนจะถูกนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทันทีที่การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นและพร้อมเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการเพื่อให้เงินถึงมือประชาชนเร็วที่สุด
ในภาคส่วนของ ระบบขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รัฐบาลได้เตรียมกลไกสนับสนุนกลุ่มรถสาธารณะทั่วประเทศที่มีจำนวนกว่า 30,000 ราย รวมถึงกลุ่มรถบรรทุกขนส่งสินค้าอีกประมาณ 3.6 แสนราย โดยมีการพิจารณารูปแบบการจ่ายเงินช่วยเหลือ 2 ช่องทาง คือการโอนเงินไปยังผู้ประกอบการขนส่งโดยตรง หรือการส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังพนักงานขับรถที่เป็นเจ้าของรถเอง นอกจากนี้ยังได้ประสานให้กระทรวงคมนาคมเร่งสำรวจและรวบรวมฐานข้อมูลของกลุ่มรถตู้โดยสาร รถจักรยานยนต์รับจ้าง และผู้ขับรถแท็กซี่ เพื่อนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจเยียวยาให้ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพในภาคขนส่ง
ขณะที่ภาคการผลิตอย่าง กลุ่มเกษตรกรและชาวประมง จะได้รับการดูแลผ่านกลไกเฉพาะด้านเพื่อลดภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยในส่วนของเกษตรกรนั้น กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการราคาปุ๋ยเคมีให้มีราคาพิเศษเพื่อลดภาระต้นทุนการผลิต ส่วนกลุ่มผู้ประกอบอาชีพประมงจะมีการส่งเสริมให้หันมาใช้ น้ำมัน B20 ในเรือประมงแทนการใช้น้ำมันเขียวในรูปแบบเดิม ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยให้ชาวประมงสามารถซื้อเชื้อเพลิงได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซลตามสถานีบริการทั่วไปบนบกถึงลิตรละ 5 บาท ช่วยลดอุปสรรคในการออกเรือทำมาหากินในช่วงที่น้ำมันมีราคาแพง
สำหรับภาคธุรกิจและงานโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มผู้รับเหมางานภาครัฐ ที่เริ่มได้รับผลกระทบจากราคาวัสดุก่อสร้างที่พุ่งสูงขึ้นจนเกิดภาวะชะลอการลงนามสัญญา รัฐบาลเตรียมนำมาตรการปรับค่าตัวเลขดัชนีราคาที่ใช้คำนวณเงินเพิ่มหรือลดค่างานก่อสร้าง หรือ ค่า K มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมด้านแหล่งเงินทุนผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการต่างๆ ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้โดยไม่เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาพลังงานในรอบนี้ถูกประเมินว่าอาจมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าช่วงวิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ รัฐบาลจึงต้องเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวในทุกภาคส่วน โดยเตือนว่าการแทรกแซงราคาที่ฝืนกลไกตลาดมากเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาการบิดเบือนราคาและการกักตุนสินค้า รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ ดังนั้นการใช้มาตรการเยียวยาจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริงเพื่อให้การใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด