ท่ามกลางลมหนาวที่พัดพาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนมาปะทะใบหน้า รินลดาเดินก้มหน้าฝ่าพายุที่โหมกระหน่ำในหุบเขาไร้นาม มือของเธอสั่นเทาขณะกำจี้ห้อยคอรูปหยดน้ำที่อุ่นวาบอยู่เพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางอากาศติดลบ เบื้องหน้าของเธอคือซากปรักหักพังของศิลาจารึกที่เคยเล่าขานถึงคำมั่นสัญญาของคนสองคนเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งบัดนี้เหลือเพียงก้อนหินที่แตกร้าวและเถ้าถ่านจากอดีตที่แทบไม่หลงเหลือเค้าเดิม

เธอทรุดตัวลงนั่งข้างแผ่นศิลาที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำแข็งเกาะกุม พลางใช้ปลายนิ้วที่ด้านชาไล้ไปตามรอยลึกที่ถูกแกะสลักไว้จนพร่าเลือน สายตาของเธอจับจ้องไปยังรอยจารึกที่ดูเหมือนจะยังคงเก็บกักไออุ่นสุดท้ายของคนรักที่จากไป ความทรงจำเกี่ยวกับเขาไม่ใช่เรื่องของวันวาน แต่มันคือลมหายใจที่คอยประคองให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อตามหาเศษเสี้ยวของคำบอกรักที่ถูกฝังไว้ในก้อนหินเหล่านี้

เสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำลงบนพื้นหิมะดังขึ้นจากความเงียบงัน รินลดาชะงักก่อนจะหันไปพบกับชายหนุ่มในชุดคลุมสีเข้มที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด เขาหยุดยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว แววตาของเขามีความว่างเปล่าราวกับจดจำเรื่องราวทั้งหมดไม่ได้ แม้แต่ชื่อของหญิงสาวที่เขารักสุดหัวใจในชาติภพก่อน "คุณมาที่นี่ทำไม ในที่ที่แม้แต่ความตายยังไร้ความหมาย" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความโหยหาที่เธอเฝ้ารอคอยมาตลอดชีวิต

รินลดาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก พลางหยิบชิ้นส่วนของแผ่นศิลาอีกชิ้นที่เธอเก็บได้จากรอยแยกของหน้าผาขึ้นมาแสดงให้เขาเห็น "ฉันมาที่นี่เพื่อนำทางให้คุณกลับบ้าน กลับไปยังที่ที่เราเคยสัญญาว่าจะร่วมสร้างมันขึ้นมาใหม่" เธอกล่าวพร้อมกับขยับเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความหนาวเหน็บที่แผ่ออกจากกายของเขา มือของเธอเอื้อมไปแตะที่หน้าอกของเขา สัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นที่แผ่วเบาและเชื่องช้าจนน่าใจหาย

ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นมาวางทับบนมือของเธอ ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของเขาซึมผ่านเนื้อผ้าหนาของถุงมือเข้ามายังผิวหนังของเธอโดยตรง ราวกับว่าความทรงจำที่หลับใหลกำลังพยายามจะตื่นขึ้นจากการจำศีล "รอยจารึกนี้… มันเคยเป็นของผมจริงๆ งั้นหรือ" เขาพึมพำขณะมองไปยังแผ่นศิลาที่สั่นไหวด้วยพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น กระแสลมเริ่มหมุนวนรอบตัวพวกเขาเป็นวงกว้าง ราวกับอดีตกำลังเรียกร้องให้ปัจจุบันหันมามอง

รินลดาสบตาเขาด้วยความแน่วแน่ ไม่ว่าเขาจะลืมเลือนไปมากเท่าไร หรือกาลเวลาจะกัดกินจิตวิญญาณของเขาไปเพียงใด แต่ความรักที่สลักไว้บนศิลาไม่มีวันเลือนหายไปตามหยาดหิมะ "จดจำเสียงหัวใจของคุณเองสิ มันไม่ได้เต้นเพื่อความหนาวเย็นนี้ แต่มันเต้นเพื่อคำสัญญาที่เราเคยฝากไว้กับแผ่นดินผืนนี้" เธอประคองใบหน้าของเขาให้เงยขึ้นสบตา ในจังหวะนั้นแผ่นศิลาที่แตกร้าวก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นกลางใจกลางรอยแยก ราวกับโลหิตที่ร้อนระอุได้ไหลเวียนกลับเข้าไปในซอกหินที่ตายซาก

ทันใดนั้น แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็เกิดขึ้นรอบหุบเขา หิมะที่เคยทับถมกันมานับศตวรรษเริ่มละลายลงอย่างรวดเร็วท่ามกลางไออุ่นที่พุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้ผืนดิน แสงสว่างที่เจิดจ้าทำเอาทั้งสองคนต้องหลับตาลงแน่น มือที่ประสานกันอยู่เริ่มมีความอุ่นขึ้นตามลำดับ ความหนาวเหน็บที่เคยเป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างเขากับเธอกำลังถูกทำลายลงด้วยพลังของความผูกพันที่ไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อแสงจางลง หุบเขาที่เคยเป็นเพียงหลุมศพของความทรงจำกลับดูคล้ายกับสวนแห่งนิรันดร์ที่ดอกไม้สีขาวเริ่มผลิบานท่ามกลางหิมะที่ละลายไปบางส่วน ชายหนุ่มลืมตาขึ้นอีกครั้งและในครั้งนี้แววตาของเขาไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป เขามองรินลดาด้วยความเจ็บปวดที่แปรเปลี่ยนเป็นความโล่งใจ "ผมจำได้แล้ว… ทุกอย่างที่ผมเคยลืมไปในความมืดมิดนั้น" เขาเอ่ยเสียงแผ่วก่อนจะโอบกอดเธอไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปกับไอหมอกอีกครั้ง

ความเงียบเข้าปกคลุมหุบเขาอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบของความโศกเศร้า แต่เป็นความเงียบของคนที่ได้พบกันหลังจากหลงทางในกาลเวลาที่ไร้รอยต่อ รินลดาซบหน้าลงกับอกของเขา ฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยชีวิต สองร่างยืนหยัดอยู่เคียงข้างแผ่นศิลาที่บัดนี้ดูเหมือนจะเชื่อมประสานกันได้อีกครั้ง ด้วยรอยจารึกที่เปี่ยมด้วยไออุ่นแห่งความรักที่ไม่มีวันตาย