แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านม่านกำมะหยี่ที่ขาดวิ่นเข้ามาในห้องโถงกว้าง ฝุ่นละอองเต้นระบำอยู่กลางอากาศราวกับจะเฝ้าดูการกลับมาของศิรินทร์ ชายหนุ่มก้าวเดินไปบนพื้นไม้ปาร์เก้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามแรงกด เขาหยุดยืนหน้าเปียโนไม้โอ๊คตัวใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นศูนย์กลางของเสียงหัวเราะและบทเพลงที่เขากับลินินบรรเลงร่วมกันเป็นประจำ
เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะสัมผัสผิวไม้ที่เย็นเฉียบและเต็มไปด้วยคราบฝุ่นหนา ความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาเหมือนสายน้ำที่เขื่อนแตก ภาพของลินินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวยาว ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอโลดแล่นไปบนลิ่มสีขาวดำอย่างพลิ้วไหวดูเหมือนเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เขายังจำกลิ่นน้ำหอมจางๆ กลิ่นดอกมะลิที่ติดอยู่บนปกเสื้อของเธอได้แม่นยำ
ศิรินทร์ค่อยๆ เปิดฝาปิดลิ่มเปียโนออกอย่างแผ่วเบา เสียงไม้เสียดสีกันดังก้องไปทั่วห้องที่เงียบสงัด เขาพบว่าลิ่มเปียโนหลายตัวจมหายลงไปไม่ยอมคืนรูปเหมือนเคย และเมื่อเขากดลงไปเบาๆ เสียงที่ออกมากลับกลายเป็นเสียงเพี้ยนที่แหบพร่าและสั่นเครือราวกับเสียงร้องไห้ของคนแก่ที่หมดแรงจะเปล่งเสียง เขาใจหายเมื่อเห็นว่าสายเหล็กด้านในขาดสะบั้นไปหลายเส้น ทิ้งให้เครื่องดนตรีชิ้นสำคัญกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังของบทเพลง
"ถ้าวันนี้เธอยังอยู่ เราคงไม่ต้องมานั่งฟังความเงียบแบบนี้ใช่ไหมลิน" ศิรินทร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางความว่างเปล่า น้ำเสียงของเขาแหบแห้งจนแทบจะกลืนหายไปกับฝุ่นละอองในห้อง เขารู้ดีว่าไม่มีเสียงตอบรับใดๆ กลับมานอกจากเสียงลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหัก แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังเฝ้ามองเขาจากมุมมืดของห้อง
เขาตัดสินใจหยิบสมุดโน้ตเพลงเล่มเก่าที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาเปิดดู ลายมือหวัดๆ ของเขากับรอยปากกาหมึกซึมของลินินยังคงชัดเจนอยู่บนหน้ากระดาษที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองกรอบ เขาไล่นิ้วไปตามตัวโน้ตที่เขียนค้างไว้ตรงท่อนจบของเพลงที่แต่งไม่เสร็จ ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นโน้ต มันคือแหวนทองเกลี้ยงวงเล็กที่เขาเคยพยายามตามหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ศิรินทร์หยิบแหวนขึ้นมาจุมพิตเบาๆ ความเย็นของโลหะสัมผัสกับริมฝีปากทำให้เขาสะดุ้ง แต่ในวินาทีนั้นเอง แสงแดดที่ส่องลงมาบนเปียโนก็เกิดการหักเห ราวกับว่ามีนิ้วมือที่มองไม่เห็นกดลงไปบนลิ่มเปียโนที่ยังใช้งานได้ เสียงโน้ตตัวหนึ่งดังกังวานขึ้นมาอย่างชัดเจนและใสกระจ่าง ท่ามกลางห้องที่ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากเขาเพียงลำพัง
"ลิน… เธอใช่ไหมที่ยังอยู่ที่นี่" ศิรินทร์ถามพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ว่างเปล่า หัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมาจากอก ความหวาดกลัวผสมปนเปไปกับความโหยหาที่อัดอั้นมานานแสนนาน เขาไม่กล้าขยับตัวราวกับกลัวว่าหากเขาหายใจแรงเกินไป ภาพฝันที่กำลังเกิดขึ้นนี้จะสลายตัวไปเหมือนควันไฟ
เสียงเปียโนบรรเลงต่อเป็นท่วงทำนองที่แสนเศร้าแต่ทว่าอบอุ่น มันคือเพลงที่เขากับเธอเคยแต่งไว้ด้วยกันในคืนที่ฝนตกหนักก่อนที่เธอจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ศิรินทร์ค่อยๆ วางมือลงไปข้างๆ ลิ่มเปียโนที่ขยับได้เองนั้น เขารู้สึกถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่า ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังเอื้อมมือมาวางทับบนหลังมือของเขา มันเป็นสัมผัสที่บางเบาจนแทบจะสัมผัสไม่ได้ แต่เขากลับรับรู้ได้ด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่มีว่าเธอยังไม่จากไปไหนไกล
เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดียวกับที่เธอเคยนั่ง ความโดดเดี่ยวที่กัดกินใจมานานเริ่มเจือจางลงเมื่อท่วงทำนองในความทรงจำกำลังถูกบรรเลงขึ้นมาใหม่ในโลกแห่งความจริง ศิรินทร์หลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มขณะที่มือของเขากดลิ่มเปียโนไปพร้อมกับแรงกดที่มองไม่เห็นนั้น ทั้งคู่บรรเลงบทเพลงร่วมกันในห้องที่ไร้ผู้คน ในขณะที่ความเศร้าโศกถูกเปลี่ยนให้เป็นทำนองดนตรีที่ล่องลอยไปในอากาศ
เมื่อบทเพลงจบลงด้วยเสียงกังวานยาวนาน ความเงียบก็กลับเข้ามาปกคลุมห้องโถงนั้นอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายเคลื่อนคล้อยลับขอบหน้าต่างไปเหลือเพียงความสลัวราง ศิรินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม มือของเขายังคงวางอยู่บนเปียโนไม้โอ๊คตัวเก่า เขาไม่ได้รู้สึกถึงความเหงาอีกต่อไป เพราะในความเงียบนั้นเขารู้ดีว่าเขามีเพื่อนร่วมทางที่แสนพิเศษอยู่เคียงข้างเสมอ
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าก่อนจะหยิบสมุดโน้ตเพลงและแหวนทองวงนั้นติดมือมาด้วย เขาหันกลับมามองเปียโนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องโถงไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก ประตูไม้บานใหญ่ถูกปิดลงเบาๆ ทิ้งให้ห้องนั้นกลับสู่สภาวะแห่งความทรงจำที่หยุดนิ่ง แต่เขารู้ดีว่าในทุกค่ำคืนที่ลมพัดผ่านหน้าต่างบานนั้น เสียงดนตรีจะยังคงก้องกังวานอยู่เสมอเพื่อรอคอยการกลับมาของเขาอีกครั้ง