กลิ่นสีน้ำมันจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องใต้หลังคาที่เงียบงัน แสงแดดช่วงบ่ายลอดผ่านหน้าต่างบานแคบตกกระทบลงบนผืนผ้าใบที่ขึ้นราตามกาลเวลา รินทร์นั่งจ้องมองความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยสายตาที่เลื่อนลอย มือของเขาเปื้อนไปด้วยคราบสีน้ำเงินเข้มที่แห้งกรังจนกลายเป็นรอยแตกตามร่องนิ้ว เขากำลังพยายามวาดภาพใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่เลือนรางไปจากความทรงจำเสียจนเกือบหมดสิ้น

หยาดน้ำค้างที่ค้างอยู่บนปลายพู่กันไม้เก่าๆ ดูจะหมดความหมายเมื่อสีที่เขาผสมไว้บนจานสีเริ่มจับตัวเป็นก้อนแข็ง รินทร์ถอนหายใจออกมาแผ่วเบาพลางวางพู่กันลงข้างกรอบรูปที่บิดเบี้ยว เขารู้สึกถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาจากผนังไม้รอบตัว ราวกับว่าห้องนี้กำลังพยายามปฏิเสธการมีอยู่ของบุคคลที่เขาโหยหามาตลอดหลายปี

“เธอจะยังรอฉันอยู่ในที่แห่งไหนสักแห่งไหม” รินทร์เอ่ยถามความเงียบ เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือจนดูเหมือนเสียงสะท้อนจากที่ไกลแสนไกล เขาเอื้อมมือไปสัมผัสรอยเปื้อนบนผ้าใบราวกับจะควานหาไออุ่นที่หลงเหลืออยู่ แต่สิ่งที่เขาสัมผัสได้มีเพียงความสากของเนื้อผ้าที่หยาบกระด้างและเศษฝุ่นที่เกาะตัวหนา

เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง รินทร์ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวในชุดผ้าฝ้ายสีขาวซีดจางยืนอยู่ตรงนั้น รอยยิ้มของเธอจางหายไปครึ่งหนึ่งราวกับภาพสะท้อนในน้ำที่กำลังกระเพื่อมไหวจากการถูกรบกวน

“สีที่นายใช้มันแห้งไปนานแล้วนะรินทร์” เธอเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลราวกับเสียงกระซิบของสายลมในฤดูใบไม้ร่วง เธอค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้จนรินทร์ได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิที่เขาเคยปลูกไว้ริมระเบียงบ้านเมื่อครั้งยังเยาว์วัย

รินทร์ลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ไม้เก่าล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น เขารีบก้าวไปหาเธอแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าเมื่อมือของเขาเอื้อมไปเกือบจะสัมผัสตัวเธอ “ฉันพยายามวาดเธอขึ้นมาใหม่ทุกวัน แต่ไม่ว่ายังไงใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปทุกครั้งที่ฉันลืมตาขึ้น” เขากล่าวพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอเบ้าตา

หญิงสาวเดินไปหยุดอยู่หน้าผืนผ้าใบที่เขาวาดไว้เพียงเค้าโครง เธอใช้นิ้วเรียวบางแตะลงบนสีที่แห้งกรังนั้นเบาๆ ทันใดนั้น สีน้ำเงินเข้มที่ดูไร้ชีวิตชีวาก็เริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ ไหลซึมลงบนผืนผ้าใบราวกับหยาดน้ำค้างที่ได้รับแสงแดดเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ “อย่าพยายามจดจำสิ่งที่กำลังจะสลายไปเลย เพราะความทรงจำที่สวยงามที่สุดมักถูกเก็บไว้ในที่ที่มองไม่เห็นด้วยตา” เธอกล่าวพร้อมกับหันมามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา

รินทร์ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรงในขณะที่ภาพของเธอกำลังเลือนหายไปพร้อมกับแสงสุดท้ายของตะวัน เขามองเห็นหยดน้ำที่ไหลมาจากภาพวาดนั้นกลายเป็นร่องรอยของการร้องไห้ที่เขาทิ้งไว้บนงานศิลปะมาโดยตลอด ความรักของเขาไม่ใช่สีน้ำมันที่ถูกแต่งแต้ม แต่เป็นความเปียกชื้นที่ซ่อนอยู่ในรอยแยกของความทรงจำที่ไม่มีวันแห้งสนิท

ห้องใต้หลังคากลับคืนสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง เหลือเพียงพู่กันที่วางทิ้งไว้และผืนผ้าใบที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำที่แห้งช้ากว่าที่ควรจะเป็น รินทร์นั่งอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งความมืดมิดเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้วของห้อง เขายังคงได้กลิ่นดอกมะลิจางๆ ลอยมาตามลม ราวกับจะย้ำเตือนว่าครั้งหนึ่งเขาเคยได้รับจุมพิตที่อ่อนหวานที่สุดจากเงาที่ไม่มีวันครอบครองได้