นักวิจัยด้านชีววิทยาการกีฬาและสุขภาพทั่วโลกแนะนำให้ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพหันมาทดลองฝึกฝนร่างกายด้วยการสัมผัสอุณหภูมิที่ต่ำกว่าปกติ หรือการอาบน้ำเย็นในช่วงเช้า เพื่อกระตุ้นการตอบสนองของระบบประสาทและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยวิธีการนี้เป็นเทคนิคที่สามารถทำได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เพียงแค่ปรับลดอุณหภูมิของน้ำในช่วงท้ายของการอาบน้ำเป็นเวลา 30 ถึง 60 วินาที เพื่อให้ร่างกายเกิดการปรับตัวต่อสภาวะความเครียดจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน ซึ่งส่งผลดีต่อระดับพลังงานและความตื่นตัวตลอดทั้งวัน
กลไกสำคัญของการอาบน้ำเย็นคือการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างความร้อนภายในผ่านกระบวนการเผาผลาญไขมันสีน้ำตาล (Brown Adipose Tissue) ซึ่งไขมันชนิดนี้มีหน้าที่หลักในการเปลี่ยนพลังงานจากอาหารให้กลายเป็นความร้อนแทนการสะสมในรูปแบบไขมันส่วนเกิน การสัมผัสกับน้ำเย็นจัดจะส่งสัญญาณไปยังสมองให้หลั่งสารนอร์อะดรีนาลีน (Norepinephrine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการจดจ่อและลดอาการอักเสบภายในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ฉับพลันยังช่วยให้หลอดเลือดหดตัวและขยายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระบบไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการบวมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่อ่อนล้าจากการออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี
ในด้านของสุขภาพจิต การฝึกฝนด้วยน้ำเย็นยังถือเป็นการฝึกความอดทนทางอารมณ์ (Mental Resilience) ที่เห็นผลชัดเจน เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่สบายตัว ระบบประสาทจะถูกฝึกให้ควบคุมการหายใจและความนิ่งของจิตใจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนแห่งความเครียดในระยะยาว ทำให้ผู้ที่ทำเป็นประจำมีความนิ่งสงบและรับมือกับสถานการณ์ที่กดดันได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เริ่มต้นใหม่ควรเริ่มจากอุณหภูมิที่พอเหมาะและค่อยๆ ปรับความเย็นลงทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายไม่เกิดอาการช็อกจนเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจหรือความดันโลหิตควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มปฏิบัติตามวิธีนี้อย่างจริงจัง
พื้นฐานของแนวคิดนี้มาจากวิถีการปรับตัวของมนุษย์ต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ ในอดีตมนุษย์ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่หลากหลายตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ระบบภายในร่างกายต้องทำงานอย่างตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา แต่ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีควบคุมอุณหภูมิในที่อยู่อาศัยกลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการปรับตัวตามธรรมชาติ การนำเทคนิคการสัมผัสความเย็นกลับมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนการปลุกกลไกการเอาตัวรอดที่ทรงพลังให้กลับมาทำหน้าที่ปกป้องสุขภาพและชะลอความเสื่อมของเซลล์จากภายในสู่ภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด