นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตทั่วโลก กำลังผลักดันเทรนด์การฝึกเขียนบันทึกความขอบคุณ (Gratitude Journaling) ให้เป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับคนวัยทำงานและกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับภาวะความกดดันสูง โดยการสละเวลาเพียงวันละไม่กี่นาทีเพื่อจดบันทึกสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตลงในสมุดส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใด เพื่อเป็นการฝึกสมองให้มองหาแง่มุมเชิงบวกท่ามกลางความวุ่นวายของชีวิตประจำวัน

กลไกทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการเขียนขอบคุณ คือการที่สมองถูกกระตุ้นให้สร้างสารสื่อประสาทแห่งความสุขอย่างโดพามีนและเซโรโทนิน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย เมื่อเราเริ่มฝึกการจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอ สมองจะเกิดการเรียนรู้ที่จะสแกนสภาพแวดล้อมเพื่อหา 'โอกาส' และ 'ความสุข' มากกว่าการจดจ่ออยู่กับปัญหาหรืออุปสรรคที่พบเจอ ส่งผลให้ระดับความวิตกกังวลลดลง คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในครอบครัวหรือที่ทำงานมีความราบรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

วิธีการเริ่มต้นทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลือกช่วงเวลาก่อนนอนหรือหลังตื่นนอนเพื่อจดบันทึกสิ่งที่เรารู้สึกขอบคุณในวันนั้นอย่างน้อย 3 ข้อ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาจเป็นเพียงการได้ดื่มกาแฟรสชาติดี การได้รับน้ำใจจากเพื่อนร่วมงาน หรือการได้มีเวลาพักผ่อนในบรรยากาศที่เงียบสงบ สิ่งสำคัญคือการเขียนด้วยความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการเขียนให้จบไปเพื่อให้ครบตามจำนวน โดยการสะสมเรื่องราวเหล่านี้จะกลายเป็นขุมทรัพย์ทางจิตใจในช่วงเวลาที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก

การเขียนบันทึกความขอบคุณถือเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่เก่าแก่ แต่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในยุคปัจจุบันว่าเป็นหนึ่งในวิธีเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางอารมณ์ (Resilience) ที่ทรงพลังที่สุด การศึกษาทางคลินิกพบว่ากลุ่มคนที่ปฏิบัติกิจกรรมนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 21 วันขึ้นไป มีแนวโน้มที่จะมีมุมมองต่อชีวิตในเชิงบวกมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกฝน โดยพื้นฐานของการฝึกนี้คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเพ่งเล็งสิ่งที่ขาดไปสู่การเห็นคุณค่าในสิ่งที่ได้รับมาแล้ว ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญสู่การใช้ชีวิตอย่างมีสติและเปี่ยมไปด้วยคุณภาพในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้