พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าชูชุดนโยบายเศรษฐกิจ เตรียมแก้หนี้–ลดค่าครองชีพ หากได้จัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนช่วยประชาชนฐานราก ควบคู่การฟื้นฟูสภาพคล่องของภาคธุรกิจขนาดเล็ก
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถูกวางบทบาทเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภูมิใจไทยในอนาคต ได้เปิดเผยแนวคิดและทิศทางนโยบายสำคัญ ที่มุ่งบรรเทาภาระหนี้สินและค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
หนึ่งในมาตรการเร่งด่วน คือ การสานต่อนโยบาย “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โดยจะนำงบประมาณกลางปี 2569 ที่ยังคงเหลืออยู่ราว 30,000 ล้านบาท มาใช้กระตุ้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ พรรคมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับกลุ่มประชาชนที่ตกหล่นหรือได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ตามแนวทางที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้วางไว้
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะหนี้เสียของประชาชนรายย่อย ผ่านการเดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ Plus” ซึ่งมุ่งช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีสถานะหนี้เสีย (NPL) วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการเงิน เพื่อป้องกันการกลับเข้าสู่วงจรหนี้ซ้ำ
โครงการดังกล่าวตั้งเป้าช่วยเหลือประชาชนประมาณ 1.3 ล้านคน และยังเชื่อมโยงไปสู่การกระตุ้นสินเชื่อใหม่ผ่านกลไกค้ำประกันสินเชื่อ “SME Credit Boost” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในปี 2569 โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติขยายระยะเวลาการลดอัตรานำส่งเงินเข้ากองทุน FIDF จาก 0.46% ต่อปี เหลือ 0.32% ต่อปี อีก 1 ปี ส่งผลให้มีเม็ดเงินสนับสนุนโครงการรวมกว่า 23,400 ล้านบาท
นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังเสนอแนวคิดตรึงค่าไฟฟ้าในอัตรา 3 บาทต่อหน่วย สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณราว 63,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประจำ และเพิ่มรายได้สุทธิให้กับประชาชนในระยะยาว
ชุดนโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ในการวางตำแหน่งทางเศรษฐกิจ หากมีโอกาสเข้าบริหารประเทศในรัฐบาลชุดถัดไป