สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กำลังทวีความรุนแรงและเข้าสู่ขั้นวิกฤตอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้รายงานภาพรวมของเมืองว่าถูกปกคลุมด้วยม่านฝุ่นควันสีขาวหนาทึบทั่วบริเวณ ส่งผลให้ทัศนวิสัยการมองเห็นลดลงอย่างมากและบรรยากาศดูอึมครึม สร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อสาธารณสุขในท้องถิ่น จากข้อมูลของแอปพลิเคชัน IQAir AirVisual ณ เวลา 08.00 น. ของวันเดียวกัน ได้บ่งชี้ว่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ภายในเขตเทศบาลนครเชียงใหม่พุ่งสูงถึง 235 ซึ่งถือเป็นระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรงยิ่ง และยังคงส่งผลให้เมืองเชียงใหม่ครองอันดับหนึ่งของโลกในฐานะเมืองที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดติดต่อกันเป็นวันที่สี่แล้ว
นายแพทย์วรัญญู จำนงประสาทพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (สสจ.เชียงใหม่) ได้ออกมาให้ข้อมูลและชี้แจงถึงสถานการณ์ผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนที่ได้รับจากปัญหาฝุ่นควันพิษนี้ โดยอธิบายว่าผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบสามารถแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเฉียบพลัน เช่น มีอาการระคายเคืองตา จมูก หรือมีเลือดกำเดาไหล ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในระบบ ทำให้การเก็บข้อมูลจำนวนที่แน่ชัดทำได้ยาก และอีกกลุ่มคือ สี่โรคเฝ้าระวังสำคัญ ที่มีระบบรายงานที่ชัดเจน ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคตาอักเสบ และโรคผิวหนังอักเสบ
ข้อมูลจากกลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อม สสจ.เชียงใหม่ ระบุตัวเลขผู้ป่วยสะสมใน 13 สัปดาห์แรกของปี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 29 มีนาคม) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2568 และ 2569 พบว่าจำนวนผู้ป่วยในแต่ละโรคแสดงแนวโน้มที่ลดลง โดยผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังลดลงร้อยละ 25.30 โรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 19.16 โรคตาอักเสบลดลงร้อยละ 28.47 และโรคผิวหนังอักเสบลดลงมากที่สุดถึงร้อยละ 60.58 อย่างไรก็ตาม นายแพทย์วรัญญูชี้แจงว่า การลดลงนี้อาจเป็นผลจากช่วงเวลาที่ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงขึ้นมาช้ากว่าปีก่อน รวมถึงปัจจัยอื่น ๆ เช่น พายุฝนที่เคยเข้ามาช่วยบรรเทา และที่สำคัญคืออาการของโรคเหล่านี้มักปรากฏหลังจากได้รับฝุ่นไปแล้วประมาณ 5-7 วัน ทำให้ สสจ.เชียงใหม่ต้องเฝ้าระวังตัวเลขผู้ป่วยในสัปดาห์นี้และถัดไปอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการรักษา การใช้ยา มาตรการป้องกัน เช่น การสวมหน้ากากอนามัย หรือการใช้มุ้งปลอดฝุ่น ก็มีส่วนช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลงไปแล้วในระดับหนึ่ง รวมถึงลักษณะของโรคที่เป็นไปตามฤดูกาล ขณะที่โรคมะเร็งปอดนั้นไม่ถูกนับรวมในกลุ่มโรคเฝ้าระวัง เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังในระยะยาวที่ยากจะระบุสาเหตุจากฝุ่น PM2.5 เพียงอย่างเดียวได้
สำหรับกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงสูงสุดและจำเป็นต้องป้องกันตนเองจากปัญหาฝุ่นละอองเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือด อาทิ โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ตลอดจนกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ทาง สสจ.เชียงใหม่ จึงได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดยนอกเหนือจากระบบแจ้งเตือนของสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่ส่งข้อความเตือนทางโทรศัพท์แล้ว สสจ.เชียงใหม่ยังคงอัปเดตสถานการณ์ฝุ่นตลอดทั้งวัน ทั้งช่วงเช้า บ่าย และเย็น พร้อมให้คำแนะนำแนวทางปฏิบัติในการใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้ง รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังได้ประสานงานกับผู้นำท้องถิ่นเพื่อประกาศเสียงตามสายในชุมชนต่างๆ และมีการใช้ธงสีเพื่อแจ้งเตือนระดับความรุนแรงของฝุ่นละอองแก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ พร้อมกันนี้ได้ส่ง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ลงพื้นที่ทำงานเชิงรุกแบบเคาะประตูบ้าน เพื่อแจ้งเตือนและแนะนำแนวทางการปฏิบัติตัวที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยมีเป้าหมายหลักคือกลุ่มเปราะบางและผู้ป่วย ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้วเกือบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ยังได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบสาธารณสุขในปัจจุบันว่ายังคงสามารถรองรับจำนวนผู้ป่วยที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงนี้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้เตียงโรงพยาบาล เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืด ก็ยังมีเตียงเพียงพอต่อการให้บริการ หรือในกรณีของโรคหลอดเลือดสมอง ก็มีระบบฟาสต์แทรก (Fast Track) ที่พร้อมให้การดูแลอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการเข้ารับบริการเมื่อมีอาการเจ็บป่วยจากปัญหาฝุ่นละออง