คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ) เตรียมเสนอแนวทางสำคัญต่อรัฐบาลเพื่อพิจารณาคงอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยกลุ่มเปราะบาง โดยมุ่งหวังลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 อาจมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งหากได้รับการอนุมัติ ภาครัฐอาจต้องจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนในส่วนนี้

หากค่าไฟฟ้าเฉลี่ยสำหรับงวดดังกล่าวถูกกำหนดไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากอัตราปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย ทาง กกพ ได้ประมาณการว่าภาครัฐจำเป็นต้องใช้งบประมาณสนับสนุนรวมประมาณ 878 ล้านบาท เพื่อรักษาอัตราค่าไฟฟ้าไว้ที่เดิม การอุดหนุนนี้จะอยู่ที่ 7 สตางค์ต่อหน่วย โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน ซึ่งจะใช้งบประมาณราว 333 ล้านบาท และกลุ่มที่สองคือผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน จะต้องใช้งบประมาณประมาณ 545 ล้านบาท ซึ่งเงินทุนทั้งหมดนี้จะต้องมาจากแหล่งเงินของภาครัฐโดยตรง ไม่ใช่เงินสำรองของ กกพ อีกต่อไป

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการ กกพ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการฯ ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบัน กกพ ไม่มีเงินเหลือในส่วนที่จะนำมาใช้เพื่อการอุดหนุนค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมได้อีกแล้ว เนื่องจากเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือ Claw back ที่เคยมีอยู่ราว 9,471 ล้านบาทนั้น ได้ถูกนำไปใช้เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569 ไปแล้ว คิดเป็นอัตราส่วน 13.43 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อบรรเทาผลกระทบแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศ ทำให้การจัดหาเงินทุนสำหรับมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้จึงต้องเป็นภาระของรัฐบาลโดยสมบูรณ์

นอกจากประเด็นเรื่องค่าไฟฟ้าแล้ว กกพ ยังได้ยืนยันความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศจะไม่เผชิญปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้า แม้จะมีสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก มาตรการดังกล่าวได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความเพียงพอของพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งรวมถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ทาง กกพ ได้เร่งดำเนินการตามแนวทางหลายประการ อาทิ การเพิ่มปริมาณการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป ลาว) อีกประมาณ 100-200 เมกะวัตต์ การเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) ที่ใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน ซึ่งจะดำเนินไปจนถึงเดือนธันวาคม 2569 และการเร่งนำก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในอ่าวไทยมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างความหลากหลายของแหล่งพลังงาน

การจัดทำแนวทางพิจารณาตรึงค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณไม่มากนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อแบ่งเบาภาระและให้ความช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งกว่า 80% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับวิธีการและแหล่งเงินทุนสำหรับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในครั้งนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและการอนุมัติจากรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งทาง กกพ พร้อมให้ข้อมูลและรายละเอียดที่ครบถ้วนเพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน