ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นสู่จุดวิกฤต เมื่อมีรายงานที่น่าตกใจระบุว่าอิหร่านได้ดำเนินการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก พุ่งเป้าไปยังประเทศและฐานทัพสำคัญถึง 14 แห่งภายในช่วงเวลาเพียงหนึ่งคืน การโจมตีข้ามพรมแดนในวงกว้างครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งต่อโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คน
รายงานข่าวชี้ว่า การระดมยิงขีปนาวุธกว่า 170 ลูกภายใน 24 ชั่วโมง ได้สร้างความเสียหายรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและเมือง Beit Shemesh ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากขีปนาวุธข้ามทวีป ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็เผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โรงแรมหรู Burj Al Arab ถูกไฟไหม้ และที่สนามบินอาบูดาบีมีผู้เสียชีวิตหนึ่งรายและบาดเจ็บเจ็ดราย ส่วนสนามบินดูไบก็ได้รับความเสียหายและมีผู้บาดเจ็บสี่ราย ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ต้องหยุดชะงักและเกิดความโกลาหลอย่างหนัก
นอกจากนี้ ฐานทัพทหารของสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาคก็ตกเป็นเป้าหมายสำคัญเช่นกัน กองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในบาห์เรนประสบเหตุเพลิงไหม้ขนาดใหญ่จนควันดำมองเห็นได้จากระยะไกล เช่นเดียวกับฐานทัพอากาศ Al Udeid ในกาตาร์ ซึ่งเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และฐานทัพอากาศ Ali Al Salem ในคูเวตก็ถูกโจมตี นอกจากนี้ แม้แต่ฐานทัพ RAF Akrotiri ของสหราชอาณาจักรในไซปรัส ซึ่งเป็นประเทศสมาชิก NATO ก็ถูกพุ่งเป้าโดยตรงจากขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งนับเป็นการโจมตีฐานทัพของพันธมิตร NATO เป็นครั้งแรก
ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดโลก ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 13% ภายในวันเดียว แตะระดับ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำก็ทะยานขึ้นเกิน 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกถึง 20% ก็หยุดชะงักลง ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนักต่อเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก ขณะที่เที่ยวบินพลเรือนทั่วอ่าวเปอร์เซียก็ถูกระงับเพื่อความปลอดภัย
นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเดิม รายงานข่าวจากสื่อตะวันตกบางแห่งก่อนหน้านี้เคยระบุว่า เจ้าชายซาอุดีอาระเบียเคยแอบขอให้โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านก่อน เหตุการณ์ล่าสุดนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพและตอบโต้ต่อผู้ที่อิหร่านมองว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนขั้นสูงสุด
ที่มา ข้อมูล