เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 กองทัพภาคที่ 3 โดยศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ภาค 3 ส่วนหน้า ได้เร่งผนึกกำลังกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จัดส่งเฮลิคอปเตอร์ KA 32 จำนวน 1 ลำ ขึ้นปฏิบัติการทางอากาศเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์ไฟป่าที่กำลังลุกลามอย่างรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณอุทยานแม่ตะไคร้ รวมถึงพื้นที่บ้านป่าสักงาม ตำบลลวงเหนือ และตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ การปฏิบัติการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งการขยายตัวของไฟป่าที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง

ในการดำเนินการดับไฟป่าจากทางอากาศ เฮลิคอปเตอร์ KA 32 ลำดังกล่าวได้ทำการบินทิ้งน้ำรวม 8 เที่ยวบิน คิดเป็นปริมาณน้ำกว่า 24,000 ลิตร เข้าสู่พื้นที่เป้าหมายอย่างแม่นยำ เพื่อชะลอการแพร่กระจายและลดความรุนแรงของเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ การระดมกำลังครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่สถานการณ์ไฟป่าในภาคเหนือยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เนื่องจากมีการตรวจพบจุดความร้อนสะสมในพื้นที่ภาคเหนือรวมสูงถึง 2,740 จุด โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีการตรวจพบสูงสุดถึง 796 จุด ตามมาด้วยจังหวัดเชียงใหม่ 426 จุด และจังหวัดตาก 395 จุด ซึ่งจุดความร้อนเหล่านี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์จำนวน 1,596 จุด รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ 976 จุด และพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อีก 68 จุด สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเข้าควบคุมและป้องกันการเกิดไฟป่าอย่างเข้มข้น

นอกจากปัญหาไฟป่าที่ยังคงเป็นภัยคุกคาม ภาคเหนือยังต้องเผชิญกับวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่เกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่ โดยรายงานล่าสุดพบว่ามีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบสูงถึง 17 จังหวัด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ที่ตรวจวัดค่าฝุ่นละอองได้สูงถึง 333.30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามมาด้วยตำบลเวียงใต้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 325.60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงใหม่ 223.30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนที่ต้องเผชิญกับมลภาวะทางอากาศอย่างต่อเนื่อง

เพื่อเป็นการเสริมกำลังและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการควบคุมไฟป่าทางอากาศ กองทัพบกได้จัดส่งเฮลิคอปเตอร์ MI-17 จำนวน 1 ลำ พร้อมอุปกรณ์ถุงบรรจุน้ำขนาดความจุ 3,000 ลิตร เข้ามาประจำการในพื้นที่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสนับสนุนภารกิจดังกล่าว เฮลิคอปเตอร์ลำนี้พร้อมที่จะออกปฏิบัติการได้ทันทีหากมีการร้องขอการใช้อากาศยานในการเข้าควบคุมไฟป่าในทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหา โดยการเสริมกำลังครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานภาครัฐในการบูรณาการความร่วมมือ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตไฟป่าและมลพิษทางอากาศในภาคเหนือให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และปกป้องสุขภาพของประชาชนจากภัยคุกคามที่กำลังเผชิญอยู่