ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ติดต่อกันในตลาดโลกเมื่อช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากความกังวลเรื่องภาวะอุปทานตึงตัวเริ่มเบาบางลง นักลงทุนในตลาดการเงินต่างคลายความวิตกกังวลเนื่องจากกระบวนการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ดำเนินไปอย่างราบรื่น ประกอบกับรายงานข่าวจากสำนักข่าว Reuters ที่ระบุว่า Saudi Aramco ได้ยกระดับปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่าเรือ Ras Tanura เพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่เคยสะดุดลง ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate เคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 100.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent อยู่ที่ระดับ 103.87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

แม้ว่าจะมีปัจจัยด้านบวกที่ช่วยบรรเทาความตึงเครียดด้านอุปทาน แต่สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานอย่างต่อเนื่อง เหตุการณ์ความไม่สงบจากการโจมตีด้วยอาวุธในพื้นที่สำคัญของ Saudi Arabia รวมถึงความตึงบริเวณช่องแคบ Hormuz สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ยังคงดำรงอยู่ นอกจากนี้ Baker Hughes ได้เปิดเผยรายงานประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 18 กันยายน พ ศ 2569 ระบุว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐอเมริกาปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 แท่น ส่งผลให้ยอดรวมขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 452 แท่น ขณะที่แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติก็มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 2 แท่นเช่นเดียวกัน ทำให้ยอดรวมอยู่ที่ระดับ 134 แท่น ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของกำลังการผลิตในประเทศ

ความเคลื่อนไหวของตลาดพลังงานโลกในรอบสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวต่อข่าวสารรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นความปลอดภัยในการขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Saudi Aramco การเผชิญหน้าระหว่างชาติต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องจับตาศองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงและการยกระดับมาตรการทางทหารอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของราคาพลังงานในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างรวดเร็ว