ภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างอิหร่านกับพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกทะยานสูงขึ้นทันทีในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง โดยสถานการณ์สู้รบที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดราวาศอกทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในสภาวะระมัดระวังตัวและหันไปหาทางเลือกในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน
ตลาดพลังงานโลกเผชิญความผันผวนอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 6 ไปแตะระดับเหนือ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในระดับใกล้เคียงกันที่ประมาณ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การสู้รบที่ขยายวงกว้างส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว ทำให้นักวิเคราะห์จากไรสแตด เอนเนอร์จี ออกมาเตือนว่าหากสถานการณ์ไม่คลี่คลายในเร็ววัน ราคาพลังงานอาจถูกปรับฐานใหม่ในทิศทางขาขึ้นอย่างรุนแรงเนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบกว่า 15 ล้านบาร์เรลต่อวันไม่สามารถเคลื่อนย้ายผ่านเส้นทางดังกล่าวได้
ผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของต้นทุนพลังงานเปรียบเสมือนการเก็บภาษีเพิ่มเติมจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งอาจบั่นทอนกำลังซื้อและทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับโจทย์ยากในการควบคุมเงินเฟ้อ โดยนักวิเคราะห์จากวูด แมคเคนซี เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับการคว่ำบาตรน้ำมันในช่วงทศวรรษ 1970 ที่เคยดันราคาน้ำมันให้พุ่งขึ้นถึงร้อยละ 300 ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่ตลาดมีความอ่อนไหวสูง โอกาสที่ราคาจะทำสถิติใหม่นั้นมีความเป็นไปได้ค่อนข้างมาก แม้ว่ากลุ่มโอเปกพลัสจะประกาศเพิ่มกำลังการผลิตเล็กน้อยเพื่อบรรเทาสถานการณ์ แต่ปัญหาคอขวดในการขนส่งยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ความช่วยเหลือนี้ส่งผลได้ไม่เต็มที่
สำหรับตลาดทุนทั่วโลกขานรับข่าวร้ายด้วยการดิ่งลงของดัชนีสำคัญ โดยเฉพาะในเอเชียที่ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นร่วงลงอย่างหนักเนื่องจากเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ส่งผลให้หุ้นกลุ่มสายการบินและภาคการผลิตได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ขณะที่ตลาดหุ้นในตะวันออกกลางบางแห่งต้องประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ในทางตรงกันข้าม สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐกลับได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนพยายามลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจยืดเยื้อไปอีกหลายสัปดาห์
นอกเหนือจากปัจจัยสงครามแล้ว ตลาดการเงินยังมีความกังวลเพิ่มเติมจากวิกฤตความเชื่อมั่นในภาคธนาคาร หลังจากการล่มสลายของสถาบันการเงินในอังกฤษที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดปกติทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังหุ้นกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงจับตาดูรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ทั้งตัวเลขการจ้างงานและยอดค้าปลีก ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหากตัวเลขเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลง