ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงเมื่อเช้าวันพุธ ตามเวลาในเอเชีย โดยตลาดการเงินทั่วโลกตอบสนองในเชิงบวกต่อสัญญาณความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดำเนินมานานกว่าหนึ่งเดือน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ร่วงลงเกือบ 6% แตะระดับ 98.31 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ก็ลดลงประมาณ 5% มาอยู่ที่ 87.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความหวังที่เพิ่มขึ้นว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลง ส่งผลให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน บ่งชี้ถึงแนวโน้มเชิงบวกในตลาดฝั่งตะวันตก ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนค่าลง สวนทางกับสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและโลหะเงิน รวมถึงคริปโตเคอร์เรนซีอย่างบิตคอยน์ที่กลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้น
สาเหตุหลักที่ผลักดันให้ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงนี้ มาจากรายงานข่าวที่ระบุว่าสหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอ 15 ประการต่ออิหร่าน และกำลังผลักดันให้มีการหยุดยิงเป็นเวลาหนึ่งเดือนในพื้นที่ความขัดแย้ง การพัฒนาทางการทูตดังกล่าวช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายที่สุดในด้านราคาพลังงานและผลกระทบต่ออุปสงค์ทั่วโลก โดย รีเบคกา บาบิน เทรดเดอร์อาวุโสด้านพลังงานจาก CIBC Private Wealth Group กล่าวว่า รายงานความเป็นไปได้ของการหยุดยิง 30 วัน ได้ช่วยลดความเสี่ยงที่เคยมองว่าอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดลงได้ แม้รายละเอียดจะยังคงจำกัดและข่าวสารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่สัญญาณของการผ่อนคลายความตึงเครียดก็ทำให้ส่วนเพิ่มความเสี่ยง (risk premium) ในตลาดลดลง
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ สหรัฐฯ ยังคงมองเห็นความเป็นไปได้ทางการทูต โดยมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณถึง “ของขวัญ” จากอิหร่าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ทั้งสหรัฐฯ และตัวกลางในภูมิภาคกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดการเจรจาสันติภาพระดับสูงให้เกิดขึ้นภายในวันพฤหัสบดี แม้จะยังคงรอการตอบรับจากเตหะรานก็ตาม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความซับซ้อน โดยมีรายงานจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องว่าอิหร่านได้เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางจากเรือพาณิชย์บางลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานทางทะเลที่สำคัญที่สุดของโลก แม้เตหะรานจะระบุว่าเรือต่างชาติที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ยังคงสามารถผ่านได้ภายใต้เงื่อนไขของอิหร่าน แต่ แมตต์ มาเลย์ จาก Miller Tabak เน้นย้ำว่า สุดท้ายแล้วประเด็นทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ดังนั้น แม้จะมีการพัฒนาที่ดีในการเจรจา แต่ก็อาจยังไม่เพียงพอ หากการสัญจรผ่านช่องแคบยังคงถูกจำกัดอย่างหนักเช่นเดิม
ด้าน เธียร์รี วิซแมน จาก Macquarie Group แสดงความเห็นว่า การคาดหวังว่าภาวะสงครามในตะวันออกกลางจะยุติลง โดยที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้พยายามรักษาและควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ หรือยังไม่ได้สร้างอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นบนโต๊ะเจรจากับอิหร่าน ถือเป็นมุมมองที่ “มองโลกในแง่ดีเกินไป” เขายังกล่าวเสริมว่า ยิ่งราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงนานเท่าไร ธนาคารกลางก็ยิ่งจำเป็นต้องส่งสัญญาณว่าพร้อมจะใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นนานเท่านั้น ซึ่งนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อตอบสนองต่อเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานมักก่อให้เกิดความตึงเครียดทางการเงินที่รุนแรงกว่ากรณีที่ตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งอุปสงค์