สถานการณ์ในตลาดการเงินโลกช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569 ตกอยู่ในสภาวะตึงเครียดหลังจากมูลค่าของ ทองคำ ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังเกิดเหตุการณ์เผชิญหน้าทางทหารบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในการขนส่งพลังงานของโลกอีกครั้ง วิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สงครามในตะวันออกกลางดำเนินมานานกว่าเจ็ดสัปดาห์ โดยปัจจัยดังกล่าวได้ส่งแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาทองคำแท่งในตลาดซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ร่วงลงมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 4,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงที่ลบภาพรวมของการขยับสูงขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาจนเกือบทั้งหมด

ต้นเหตุสำคัญของความผันผวนในครั้งนี้มาจากการเปิดเผยข้อมูลของฝ่ายบริหารสหรัฐฯ นำโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองกำลังทางเรือได้ทำการยึดเรือขนส่งสินค้าที่ชักธงอิหร่าน ขณะที่ทางรัฐบาลเตหะรานได้ออกมาประกาศเตือนอย่างเข้มงวดว่าการเคลื่อนไหวใดๆ ที่เข้าใกล้พื้นที่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะถูกพิจารณาว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ส่งผลให้บริษัทเดินเรือหลายแห่งตัดสินใจระงับการสัญจรผ่านเส้นทางน้ำนี้ทันทีเพื่อป้องกันความเสี่ยง แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการส่งสัญญาณว่าเส้นทางดังกล่าวพร้อมเปิดให้ใช้งานตามปกติแล้วก็ตาม นอกจากนี้เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้ความพยายามในการจัดการเจรจาสันติภาพ ณ กรุงอิสลามาบัดต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ หลังจากที่มีการข่มขู่ถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอิหร่านหากการเจรจาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ในส่วนของผลกระทบต่อตลาดสินทรัพย์อื่นๆ พบว่า ราคาน้ำมันดิบ มีการปรับตัวสูงขึ้นสวนทางกับทองคำเพื่อตอบรับความเสี่ยงด้านอุปทานที่อาจหยุดชะงัก ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 0.3 ซึ่งการแข็งค่าของสกุลเงินหลักนี้ได้กลายเป็นปัจจัยลบโดยตรงที่กดดันราคาโลหะมีค่าซึ่งซื้อขายกันในสกุลเงินดอลลาร์ให้ลดต่ำลง ความล้มเหลวในการหาข้อตกลงทางการทูตที่ยั่งยืนทำให้ตลาดมีความอ่อนไหวต่อข่าวสารเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อข้อตกลงหยุดยิงปัจจุบันกำลังจะสิ้นสุดลงในวันอังคารที่ 21 เมษายนนี้ ยิ่งสร้างความกังวลว่าความขัดแย้งอาจขยายวงกว้างและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ความต่อเนื่องของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจผ่านอุปทานพลังงานที่ตึงตัว ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ภาวะเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะพิจารณาตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปหรืออาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวมักไม่เป็นผลดีต่อ ราคาทองคำ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือครอง โดยตัวเลขล่าสุดจากตลาดสปอตในสิงคโปร์ชี้ให้เห็นว่าราคาทองคำร่วงลงร้อยละ 1 ขณะที่โลหะเงินก็ปรับลดลงร้อยละ 1.6 เช่นกัน ซึ่งภาพรวมตั้งแต่เริ่มเกิดความขัดแย้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ มูลค่าทองคำได้ปรับตัวลดลงไปแล้วรวมทั้งสิ้นประมาณร้อยละ 9 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน