ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ออกโรงประเมินสถานการณ์และเตือนถึงผลกระทบอันรุนแรงที่เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญ หากความขัดแย้งดังกล่าวบานปลายและยืดเยื้อเกินกว่าสามเดือน โดยคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยลดลงถึงร้อยละ 0.6 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวสูงขึ้นอีกร้อยละ 1 จากกรณีพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นผลพวงจากราคาพลังงาน การค้า การท่องเที่ยว และเสถียรภาพของค่าเงินบาทที่ได้รับแรงกดดัน

จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อตามสมมติฐานดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะพุ่งทะยานขึ้นไปแตะเฉลี่ยที่ 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจไทยผ่านหลายช่องทาง

หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือต้นทุนด้านพลังงาน ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึงร้อยละ 70 โดยเฉพาะน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 60 มาจากภูมิภาคตะวันออกกลางและต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอันเป็นเส้นทางขนส่งหลัก เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศ ทั้งค่าไฟฟ้า เชื้อเพลิง และก๊าซหุงต้ม (LPG) ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันหลักให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังมีความสามารถจำกัดในการพยุงราคาพลังงาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านการคลังและภาระหนี้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนน้ำมันฯ ที่อยู่ระหว่างฟื้นตัว และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ยังคงมีหนี้สะสม ภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูง อาทิ การผลิตไฟฟ้า การขนส่ง โรงแรม ประมง สิ่งทอ และอุตสาหกรรมหนัก จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ

อีกด้านหนึ่ง ภาคการค้าของไทยก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยง การส่งออกสินค้าไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 3-4 ของการส่งออกทั้งหมด อาจชะงักงันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มรถยนต์ ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป ที่มีสัดส่วนพึ่งพิงตลาดนี้สูงเกินร้อยละ 10 ยิ่งไปกว่านั้น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้นจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและลดทอนคำสั่งซื้อลงอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงเท่านั้น การส่งออกไปยังทวีปยุโรป ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10-12 ของการส่งออกไทยทั้งหมด ก็อาจได้รับผลกระทบจากการที่เรือสินค้าต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกา แทนที่จะผ่านเส้นทางทะเลแดงและคลองสุเอซ ส่งผลให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้น 10-15 วัน และค่าระวางเรือดีดตัวสูงขึ้น ซ้ำเติมภาคการส่งออกที่เปราะบางอยู่แล้วให้เผชิญความท้าทายมากยิ่งขึ้น

สำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ก็มิอาจรอดพ้นจากผลกระทบ การชะงักงันของศูนย์กลางการบินในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางบินเชื่อมต่อและอุปสงค์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ รวมถึงอิสราเอล ซึ่งแม้จะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 3-4 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่ม Medical Tourism ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนการบินที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน และการหลีกเลี่ยงเส้นทางบินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) จากยุโรปและอเมริกาที่ต้องอาศัยจุดเชื่อมต่อในภูมิภาคนี้ลดลงตามไปด้วย

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือความเปราะบางด้านเสถียรภาพต่างประเทศและค่าเงินบาทที่ผันผวน หากราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณร้อยละ 0.6-0.7 ของ GDP ซึ่งสะท้อนถึงพื้นฐานค่าเงินบาทที่อ่อนแอลง ในขณะที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นจากบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัย และความเสี่ยงเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ ค่าเงินบาทจึงอาจเผชิญกับความผันผวนและเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงกว่ากรณีฐานที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความท้าทายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัวขึ้นพร้อมกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังได้ประเมินสถานการณ์อื่นๆ หากความขัดแย้งคลี่คลายลงอย่างรวดเร็วภายในหนึ่งเดือน ผลกระทบต่อไทยจะอยู่ในวงจำกัด โดยราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP ไทยลดลงเพียงร้อยละ 0.2 และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 เท่านั้น อย่างไรก็ดี โอกาสที่สถานการณ์จะยืดเยื้อยังคงมีอยู่สูง ดังนั้น การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการเตรียมรับมือจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจไทยในห้วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้