แสงแดดสีซีดจางลอดผ่านหน้าต่างบานสูงของห้องใต้หลังคา กระทบลงบนผืนผ้าใบเปล่าที่วางตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง เอเลียสวางพู่กันเก่าคร่ำคร่าลงบนโต๊ะไม้ สัมผัสที่ปลายนิ้วบอกให้เขารู้ว่าเนื้อผ้ามีความหยาบกร้านมากกว่าปกติ ราวกับว่ามันกำลังรอคอยการเติมเต็มจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าสีน้ำมันทั่วไป

เขาถอนหายใจยาวพลางลูบไล้ไปตามขอบไม้ของเฟรมที่เริ่มผุกร่อน ความเงียบในห้องนี้ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยเสียงแผ่วเบาเหมือนลมหายใจของใครบางคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง เอเลียสจำไม่ได้ว่าเขาซื้อผ้าใบผืนนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ หรือใครเป็นคนนำมาวางไว้ที่นี่ แต่นับตั้งแต่เขาสัมผัสมันเป็นครั้งแรก เขาก็เริ่มเห็นภาพหลอนของทุ่งดอกไม้ที่ไม่มีอยู่จริงในโลกของความเป็นจริง

"เจ้าต้องการให้ข้าสาดสีลงไปเพื่อสิ่งใดกัน" เอเลียสพึมพำกับความว่างเปล่า ขณะที่ลมเย็นจัดพัดกรรโชกจนม่านสีขาวปลิวไสว แม้ประตูหน้าต่างจะปิดสนิททุกบานก็ตาม เขารู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในผ้าใบนี้ไม่ใช่แค่เส้นใยและกาว แต่เป็นคุกของวิญญาณที่ถูกกักขังด้วยความปรารถนาที่ยังไม่ดับสูญ

ทันใดนั้น ผืนผ้าใบก็เริ่มเปลี่ยนสีจากขาวโพลนกลายเป็นสีเทาหม่นเหมือนท้องฟ้าก่อนพายุใหญ่ เอเลียสสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นหยดของเหลวข้นคล้ายหมึกสีนิลไหลซึมออกมาจากมุมบนของภาพ มันค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปทรงของหญิงสาวผู้มีใบหน้าเลือนราง มือของเธอที่แต้มด้วยสีเลือดดูเหมือนจะพยายามทะลุออกมาจากพื้นผิวผ้าใบเพื่อคว้าอะไรบางอย่าง

"เจ้าไม่ได้มาเพื่อขอความเมตตาหรอกใช่ไหม" เอเลียสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางก้าวถอยหลังจนสะดุดเข้ากับขาตั้งภาพ เขารู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว ร่างของหญิงสาวในภาพไม่ได้ตอบโต้ด้วยวาจา แต่เธอกลับยื่นมือที่เรียวยาวออกมาคว้าพู่กันในมือของเขาไปอย่างรวดเร็ว

พู่กันนั้นขยับไปเองบนผืนผ้าใบราวกับมีชีวิต มันตวัดลากเส้นสายที่ซับซ้อนอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเกิดเสียงเสียดสีที่น่าขนลุก เอเลียสพยายามจะแย่งมันคืนแต่กลับพบว่ามือของเขาติดตรึงอยู่กับที่ ราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น เขามองดูภาพวาดที่กำลังถูกแต่งแต้มด้วยสีสันที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน สีแดงที่ดูเหมือนหยดเลือดสด สีน้ำเงินที่เย็นเยียบเหมือนก้นบึ้งของมหาสมุทร และสีทองที่ส่องประกายแสบตาจนเขาต้องหลับตาลง

"หยุดเดี๋ยวนี้ เจ้ากำลังจะดึงเอาตัวตนของข้าไปในนั้น" เอเลียสตะโกนก้องในขณะที่เขารู้สึกว่าเรี่ยวแรงกำลังถูกสูบหายไป ความมืดมิดเริ่มรุกรานเข้ามาในดวงตาของเขา ภาพรอบห้องเริ่มพร่าเลือนจนกลายเป็นสีดำสนิท เขาได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ที่คุ้นเคยแต่น่าสะพรึงกลัวดังก้องอยู่ในโสตประสาท มันเป็นเสียงของตัวเขาเองในอีกห้วงเวลากาลเวลาหนึ่ง

ท่ามกลางความโกลาหล พู่กันหยุดเคลื่อนไหวลงกะทันหัน ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้งอย่างเฉียบพลัน เอเลียสลืมตาขึ้นและพบว่าห้องทั้งห้องกลับสู่สภาพปกติ แสงแดดยังคงสาดส่องผ่านหน้าต่างเหมือนเดิม แต่ผืนผ้าใบที่เคยว่างเปล่าบัดนี้กลับปรากฏภาพของชายคนหนึ่งที่กำลังยืนวาดภาพอยู่ภายในห้องที่เหมือนกับห้องนี้ทุกประการ เขามองดูภาพวาดนั้นด้วยความตกตะลึง เพราะคนที่อยู่ในภาพมีใบหน้าเหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งท่าทางและสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

เอเลียสเอื้อมมือไปสัมผัสภาพวาดบนผืนผ้าใบอีกครั้ง คราวนี้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเนื้อผ้า ผิวสัมผัสของมันเปลี่ยนจากหยาบกร้านกลายเป็นเนียนนุ่มราวกับผิวหนังของมนุษย์ เขารู้สึกถึงชีพจรที่เต้นตุบอยู่ใต้ชั้นสีเหล่านั้น ความหวาดกลัวในใจเริ่มถูกแทนที่ด้วยความสงสัยว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้สร้างและใครกันแน่ที่เป็นเพียงภาพวาดในจินตนาการ

เขามองเห็นเงาของตัวเองทอดตัวยาวลงบนพื้น แต่อีกเงานหนึ่งที่ซ้อนทับอยู่กลับขยับตัวอย่างอิสระโดยไม่ทำตามการเคลื่อนไหวของเขา เอเลียสรู้แล้วว่าพันธสัญญาได้เสร็จสิ้นลง และในไม่ช้าเขาก็จะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งขององค์ประกอบศิลป์บนผืนผ้าใบที่ไม่มีวันหลุดพ้นไปได้ตลอดกาล