ท่ามกลางหุบเขาที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เอลาร่าก้าวเดินผ่านซากปรักหักพังของวิหารหินอ่อนที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา รองเท้าหนังของเธอเหยียบย่ำลงบนพื้นผิวที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งขั้วโลก ลมหายใจของเธอเปลี่ยนเป็นไอสีขาวจางหายไปในอากาศที่เบาบางราวกับจะขาดใจตายในทุกขณะจิต ดวงตาสีอำพันของเธอจ้องเขม็งไปยังจุดศูนย์กลางของลานกว้างที่ซึ่งมีเกล็ดหิมะประหลาดกำลังร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก

เกล็ดหิมะเหล่านั้นไม่ได้มีสีขาวบริสุทธิ์ แต่กลับเรืองแสงสีม่วงหม่นประหนึ่งดวงดาวที่แตกสลายร่วงหล่นลงมาสู่ผืนดินเบื้องล่าง ทุกครั้งที่มันสัมผัสกับพื้นหินหรือเศษซากอาวุธโบราณ พื้นที่รอบข้างจะเกิดเสียงกรีดร้องแหลมสูงราวกับวิญญาณที่ถูกจองจำกำลังพยายามแหกคุกออกมา เอลาร่ากระชับดาบเงินในมือแน่น ความสั่นไหวของโลหะที่กระทบกับปลอกดาบส่งความรู้สึกเย็นเยียบแล่นผ่านกระดูกสันหลังของเธอ

“เจ้าไม่ควรมาที่นี่ในวันที่ดวงดาราดับแสงเช่นนี้ นักเดินทาง” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืดหลังเสาหินที่พังทลาย ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าก้าวออกมา เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากไม้แกะสลักรูปอสูร ดวงตาที่ลอดผ่านช่องหน้ากากนั้นดูเหมือนจะสะท้อนภาพของห้วงจักรวาลที่กำลังบิดเบี้ยว

เอลาร่าลดดาบลงเพียงเล็กน้อยแต่ยังคงท่าทีระแวดระวัง “ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่สรวงสวรรค์ช่วงชิงไป หากเกล็ดหิมะเหล่านี้คือผลึกแห่งคำสาป ข้าก็พร้อมจะใช้เลือดของข้าชะล้างมันทิ้งเสีย” เธอกล่าวพร้อมกับจ้องมองมือที่เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งสีม่วงเกาะตามปลายนิ้ว ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจากการสัมผัสไอเย็นที่แฝงไปด้วยพลังงานเวทมนตร์ดิบที่ยังไม่มีใครควบคุมได้

ชายลึกลับหัวเราะเบาๆ เสียงของเขาราวกับหินกรวดที่กระทบกัน “เลือดของเจ้าน่ะหรือจะเทียบเคียงกับเศษเสี้ยวของมนตราที่ตกค้างมานับพันปี ดูนั่นสิ มันกำลังเรียกร้องหาชีวิตใหม่” เขาชี้ไปยังเกล็ดหิมะจำนวนมหาศาลที่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของอสูรกายตัวมหึมา มันคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นจากไอเย็นและเศษซากของความทรงจำที่แตกสลายของทวยเทพในอดีต

อสูรกายเกล็ดหิมะคำรามก้อง พื้นดินสั่นสะเทือนจนหินรอบข้างถล่มลงมา เอลาร่าพุ่งตัวหลบการโจมตีจากกรงเล็บน้ำแข็งที่ฟาดลงมายังจุดที่เธอยืนอยู่เมื่อครู่ เธอร่ายมนตร์สร้างเกราะแสงสีทองขึ้นรอบตัวเพื่อต้านทานกระแสพลังงานที่รุนแรง เธอรู้ดีว่าหากพ่ายแพ้ในที่แห่งนี้ วิญญาณของเธอจะถูกผนึกรวมเข้ากับหิมะเหล่านี้ไปตลอดกาล

“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมของเจ้า!” เอลาร่าตะโกนขณะกระโดดขึ้นไปบนหลังของอสูรกาย เธอปักดาบลงบนจุดที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจของผลึกน้ำแข็ง พลังเวทมนตร์จากสร้อยคอที่คอของเธอเริ่มส่องประกายแข่งกับแสงสีม่วงของเกล็ดหิมะ ความร้อนมหาศาลปะทุออกมาจากคมดาบเข้าปะทะกับความเย็นจัดจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วหุบเขา

ร่างของอสูรกายแตกสลายกลายเป็นละอองสีทองและม่วงปนเปกัน กระจายตัวออกไปในอากาศราวกับดอกไม้ไฟในยามค่ำคืน เอลาร่าทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายของเธออ่อนแรงจากการดึงพลังงานชีวิตมาใช้จนหมดสิ้น เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มกลับมาเป็นปกติ เกล็ดหิมะประหลาดเหล่านั้นหยุดร่วงหล่นลงมาแล้ว เหลือเพียงความเงียบสงัดที่เข้าปกคลุมวิหารเก่าแก่แห่งนี้อีกครั้ง

ชายในชุดคลุมหายตัวไปทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่จางหายไปกับสายลม เอลาร่าคลี่ฝ่ามือออก พบกับเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเกล็ดหิมะสีขาวใสที่ไม่มีพลังทำลายล้างหลงเหลืออยู่ มันเปล่งประกายอ่อนโยนในแสงตะวันแรกของวันใหม่ เธอเก็บมันไว้ในจี้สร้อยคอด้วยความหวังว่าความเจ็บปวดของอดีตจะได้รับการปลดปล่อยในที่สุด

ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ค่อยๆ คืนสู่ความสงบ แสงอาทิตย์เริ่มอาบไล้ไปทั่วบริเวณวิหารที่เคยหนาวเหน็บ เอลาร่าลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากแล้วก้าวเดินออกจากหุบเขา ทิ้งเรื่องราวแห่งตำนานให้คงอยู่ภายใต้ชั้นหินและกาลเวลาที่ไม่มีวันหวนกลับคืนไปสู่รอยร้าวเดิมอีกต่อไป