ท่ามกลางเศษซากของหอสมุดหลวงที่ถูกกลืนกินโดยเถาวัลย์สีเงิน อาร์เธอร์ขยับแว่นสายตาที่เต็มไปด้วยฝุ่นละอองพลางใช้ตะเกียงน้ำมันส่องไปตามชั้นหนังสือที่เหลือเพียงโครงไม้ผุพัง สายลมหนาวพัดผ่านรอยแยกของกำแพงหินนำพากลิ่นอายของความอ้างว้างและเสียงกระซิบจากบรรพชนที่สาบสูญมาสู่โสตประสาทของเขา นิ้วมือที่หยาบกร้านของเขาปัดเป่าหยากไย่หนาเตอะบนโต๊ะไม้โอ๊คเก่าแก่ ก่อนจะพบกับวัตถุชิ้นหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้กองกระดาษเปื่อยยุ่ย มันคือกุญแจสนิมเขรอะที่มีลวดลายของเถาเลื้อยพันเกี่ยวกันอย่างซับซ้อนจนดูราวกับว่ามันมีชีวิต

เมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับเนื้อโลหะเย็นเฉียบ ร่างกายของอาร์เธอร์ก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที ราวกับมีกระแสไฟฟ้าลึกลับวิ่งผ่านไขสันหลังไปสู่ปลายประสาท พื้นหินเบื้องล่างสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายกับว่าหอสมุดกำลังรับรู้ถึงการปรากฏตัวของกุญแจดอกนี้ เขาพยายามรวบรวมสมาธิในขณะที่ภาพนิมิตของประตูบานยักษ์ที่ทำจากผลึกแก้วปรากฏขึ้นในมโนภาพ มันเป็นประตูที่ไม่มีใครในเมืองกล้าเอ่ยถึง เพราะเชื่อว่ามันคือทางผ่านไปสู่มิติที่เวลาหยุดนิ่งและทุกสรรพสิ่งถูกแช่แข็งในชั่วขณะสุดท้ายก่อนการล่มสลาย

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของเอลร่า ผู้ช่วยสาวที่มักจะปรากฏตัวในเงาเสมอ ดังขึ้นใกล้ๆ เธอขยับกายเข้ามาในรัศมีแสงของตะเกียง ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นกุญแจในมือของอาร์เธอร์ "ท่านไม่ควรแตะต้องมัน อาร์เธอร์ สิ่งนี้ถูกผนึกไว้ด้วยคำสาปของราชวงศ์ที่ล่มสลายไปเมื่อพันปีก่อน" เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มือเรียวบางเอื้อมมาจะคว้ากุญแจนั้นทว่ากลับหยุดชะงักลงเมื่อเห็นประกายสีฟ้าอมม่วงแลบออกมาจากรอยสนิม

"ถ้าเราไม่เปิดมันออก อาณาจักรแห่งนี้ก็จะเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์ เอลร่า เจ้าไม่เห็นหรือว่าผนังหอสมุดกำลังจะกลายเป็นเพียงเศษธุลี" อาร์เธอร์ตอบกลับพลางเดินตรงไปยังผนังด้านทิศตะวันออกที่ดูว่างเปล่าแต่กลับแผ่รังสีแห่งเวทมนตร์ออกมาอย่างรุนแรง เขาตัดสินใจเสียบกุญแจลงไปในรอยแยกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทันใดนั้นอากาศรอบข้างก็เริ่มบิดเบี้ยวราวกับภาพวาดที่ถูกละลายด้วยความร้อน

ประตูบานยักษ์ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า มันไม่ได้ทำจากไม้หรือเหล็ก แต่สร้างขึ้นจากแสงสว่างที่อัดแน่นจนกลายเป็นของแข็ง แรงกดดันมหาศาลทำให้ทั้งสองคนต้องทรุดตัวลงกับพื้น อาร์เธอร์กัดฟันแน่น มือที่ถือลูกกุญแจบิดไปตามกลไกที่มองไม่เห็นจนเกิดเสียงลั่นดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งหอสมุด เสียงนั้นไม่ใช่เสียงโลหะเสียดสีกัน แต่มันคือเสียงร้องไห้ของเหล่านางไม้ที่ถูกกักขังไว้ในกาลเวลา

"หยุดเถอะ มันกำลังจะดึงวิญญาณของท่านเข้าไปข้างในนั้น" เอลร่าร้องตะโกนพยายามดึงแขนเขาไว้แต่พลังงานมหาศาลกลับผลักร่างเธอให้กระเด็นออกไป เธอเห็นอาร์เธอร์ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน แสงสีฟ้าจากประตูกลืนกินร่างของเขาเข้าไปทีละส่วนจนเหลือเพียงมือที่ยังคงกำกุญแจไว้แน่น ความปรารถนาที่จะรู้ความจริงเอาชนะความกลัวตายจนเขาก้าวข้ามผ่านขอบเขตของมิติไปอย่างไม่ลังเล

เมื่อผ่านประตูเข้าไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาอาร์เธอร์ไม่ใช่ความมืดมิดหรือความว่างเปล่า แต่เป็นสวนดอกไม้สีขาวสะอาดตาที่ลอยอยู่กลางห้วงอวกาศ ท้องฟ้าเบื้องบนไร้ซึ่งดวงดาวแต่กลับเต็มไปด้วยแสงจันทร์ที่ส่องสว่างนวลตาอยู่ตลอดกาล เขาเห็นรูปปั้นของเหล่านักรบและกษัตริย์ที่ยังคงยืนตระหง่านราวกับรอคอยคำสั่งสุดท้าย กุญแจในมือของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามก่อนจะสลายกลายเป็นละอองดาวที่พุ่งตรงไปสัมผัสกับรูปปั้นเหล่านั้น

ทุกอย่างเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งอย่างช้าๆ รูปปั้นกษัตริย์ลืมตาขึ้นมองชายหนุ่มผู้เป็นเพียงผู้เฝ้าหอสมุดด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตาและร่องรอยแห่งกาลเวลาที่ผ่านพ้น "เจ้าคือผู้ปลดปล่อยพวกเราจากความเงียบงันที่ยาวนานเกินไป" เสียงก้องกังวานราวกับดนตรีประสานเสียงดังก้องอยู่ในจิตใจของอาร์เธอร์ เขาไม่ได้ยินเสียงเอลร่าจากอีกฟากของประตูอีกต่อไป เพราะ ณ ที่แห่งนี้ เวลาได้หลอมรวมเขาเข้ากับอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับไปสู่โลกภายนอกได้อีก

ที่พื้นของหอสมุดในโลกแห่งความจริง ประตูกลนั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงเศษสนิมที่กองอยู่บนพื้นหินเย็นเยียบ เอลร่าลุกขึ้นยืนด้วยความอ่อนแรง เธอหยิบเศษโลหะเหล่านั้นขึ้นมาพินิจดูด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะวางมันลงบนแท่นบูชาที่เดิมที่มันเคยอยู่ เธอยังคงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาของอาร์เธอร์แว่วมาตามลม แม้จะรู้ดีว่าไม่มีวันได้พบกับเขาอีกในโลกที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา