ท่ามกลางป่าต้องห้ามที่ปกคลุมด้วยไอหมอกสีจาง เอเลียสย่างเท้าลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยหยาดน้ำค้างยามรุ่งอรุณ แสงแดดสีทองอ่อนๆ พยายามแทรกตัวผ่านกิ่งไม้หนาทึบลงมา แต่กลับถูกความเย็นเยือกของป่าแห่งนี้สะท้อนออกไปราวกับเกรงกลัวบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ เขาหยุดยืนตรงหน้าดอกไม้ดอกใหญ่ที่มีกลีบเรียวแหลมดุจใบมีด ตรงใจกลางของมันมีหยาดน้ำค้างใสราวกับมรกตเหลวขังอยู่ ซึ่งเล่าขานกันว่าเป็นน้ำตาของพรายแสงที่หลั่งรินไว้เมื่อครั้งโลกยังเป็นเพียงผืนผ้าใบเปล่าที่รอการแต้มสี
ชายหนุ่มเอื้อมมือที่สวมถุงมือหนังเก่าคร่ำไปสัมผัสขอบกลีบดอกไม้ ความเงียบงันรอบข้างถูกทำลายด้วยเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งภายใต้รองเท้าบูทของเขา เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อครอบครองสมบัติ แต่มาเพื่อยุติคำสาปที่กัดกินสายเลือดของตระกูลมานานนับศตวรรษ การทำลายหยาดน้ำค้างนี้คือทางเดียวที่จะคืนอิสรภาพให้กับดวงวิญญาณที่ติดอยู่ในกระจกเงาภายในปราสาทร้างบนยอดเขา
"เจ้ากล้าดียังไงถึงคิดจะแตะต้องสิ่งที่ข้าฟูมฟักมาด้วยความโศกเศร้า" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืดหลังต้นไม้ใหญ่ ก่อนที่ร่างระหงของหญิงสาวในชุดคลุมสีเงินยวบยาบจะปรากฏตัวขึ้น ดวงตาของนางเปล่งประกายสีมรกตดุจเดียวกับหยาดน้ำค้างในดอกไม้ เอเลียสชักดาบสั้นที่สลักลวดลายโบราณออกมาทันทีโดยไม่มีอาการลังเล
"ข้าไม่ได้มาเพื่อทำลายความโศกเศร้าของท่าน แต่มาเพื่อหยุดยั้งวงจรที่ทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวด" เอเลียสกล่าวตอบขณะที่จ้องมองไปยังหญิงสาวตรงหน้า ความเย็นเยือกจากกายของนางเริ่มแผ่ซ่านเข้ามาในอากาศจนลมหายใจของเขาเริ่มกลายเป็นไอสีขาว "สายเลือดของข้าได้รับผลกระทบจากน้ำตานี้มามากพอแล้ว ถึงเวลาที่ความเงียบงันต้องถูกทำลายลงเสียที"
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ เสียงของนางฟังดูแตกสลายและแหลมคมราวกับแก้วที่กำลังจะแตกกระจาย นางก้าวเข้ามาใกล้จนเอเลียสรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงบนบ่า "เจ้าคิดว่าการทำลายน้ำตาจะปลดปล่อยพวกเขางั้นหรือ เจ้ามันช่างเขลาไม่ต่างจากบรรพบุรุษที่ส่งเจ้ามาตายที่นี่เลย" นางสะบัดมือเบาๆ รากไม้ที่ซ่อนอยู่ใต้ดินพลันพุ่งขึ้นมารัดข้อเท้าของชายหนุ่มจนเขาล้มลงกับพื้น
เอเลียสพยายามใช้ดาบฟันรากไม้เหล่านั้น แต่มันกลับเหนียวแน่นดุจเส้นใยเหล็กกล้า เขาขบฟันแน่นพร้อมกับรวบรวมพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในฝ่ามือเพื่อกระแทกพื้นดิน "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพียงลำพัง" เขากระซิบเบาๆ พร้อมกับยันกายลุกขึ้นยืนด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นจากอักขระบนดาบของเขา มันคือเวทมนตร์แห่งการชำระล้างที่สืบทอดมาเพื่อรับมือกับพรายแสงโดยเฉพาะ
แสงสว่างจากดาบพุ่งเข้าปะทะกับร่างของหญิงสาวจนนางกระเด็นไปด้านหลัง หยาดน้ำค้างในดอกไม้เริ่มสั่นไหวและส่งเสียงร้องครางแหลมเล็กออกมา นี่คือจุดเปลี่ยนของศึกครั้งนี้ เอเลียสพุ่งตัวเข้าไปหาดอกไม้ดอกนั้นทันทีโดยไม่สนใจแรงดึงดูดของรากไม้ที่พยายามจะรั้งเขาไว้ เขาตัดสินใจใช้มือเปล่าจับหยาดน้ำค้างนั้นไว้ แม้ความเย็นของมันจะทำให้ผิวหนังของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำจากพิษร้าย
"หยุดนะ! เจ้าจะทำให้ทุกอย่างที่ข้าสร้างมาพินาศ" หญิงสาวตะโกนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของนางเริ่มหลั่งน้ำตาออกมาเป็นสีเขียวมรกตจริงๆ ขณะที่เธอก้าวเข้ามาเพื่อขัดขวาง เอเลียสไม่ลังเลที่จะบีบหยาดน้ำค้างนั้นจนแตกละเอียดในมือ ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วทั้งป่า ราวกับว่ากาลเวลาได้หยุดชะงักลงชั่วขณะหนึ่งก่อนที่เสียงระเบิดของพลังเวทจะกัมปนาทไปทั่วบริเวณ
เมื่อฝุ่นควันจางลง หญิงสาวคนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยและแห้งกรอบอยู่บนพื้นดิน เอเลียสทรุดตัวลงด้วยความอ่อนแรง มือของเขาที่สัมผัสกับหยาดน้ำค้างบัดนี้ได้กลับมาเป็นปกติราวกับไม่เคยถูกพิษมาก่อน เขาเงยหน้ามองขึ้นไปบนยอดเขา ปราสาทที่เคยดำมืดและเต็มไปด้วยหมอกพิษเริ่มถูกแสงอาทิตย์สาดส่องจนเห็นความงดงามของสถาปัตยกรรมที่แท้จริง
เขาเก็บเศษเสี้ยวของหยาดน้ำค้างที่เหลือเพียงละอองแสงเล็กๆ ไว้ในขวดแก้วใบจิ๋ว ก่อนจะหันหลังเดินกลับออกจากป่าแห่งนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีก ความจริงไม่ได้ถูกจารึกไว้ในหนังสือเล่มไหน แต่มันอยู่ในใจของผู้ที่กล้าจะเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเพื่อปลดปล่อยอดีต แสงตะวันยามสายเริ่มส่องสว่างนำทางเขาออกไปจากเขตแดนต้องห้าม ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของการต่อสู้ที่กำลังจะถูกกลบด้วยผืนหญ้าที่เริ่มผลิบานใหม่