แสงตะวันสีครามทอดตัวลงบนผืนทรายที่ละเอียดดุจแป้งฝุ่น ลมพัดผ่านหุบเขาที่เงียบงันจนเกิดเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณที่ถูกลืม เอเลียสยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของวิหารโบราณ มือหยาบกร้านของเขาสัมผัสไปตามผนังศิลาที่สลักลวดลายแปลกตา ซึ่งดูเหมือนจะเต้นเร้าไปตามจังหวะการหายใจของเขาเอง
เขาเดินทางข้ามผ่านมหาสมุทรแห่งความว่างเปล่ามานานนับปีเพื่อค้นหาสิ่งนี้ สิ่งที่บรรพบุรุษกล่าวขานว่าเป็นจุดกำเนิดของเวทมนตร์ที่สาบสูญไปจากโลกใบนี้ เอเลียสสูดหายใจลึก กลิ่นอายของความเก่าแก่ที่อบอวลอยู่ในอากาศทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงเวลาที่หยุดนิ่งไปนานแสนนาน
"เจ้ามาสายไปสามร้อยปี นักเดินทาง" เสียงทุ้มต่ำดังก้องออกมาจากความมืดมิดภายในวิหาร ร่างหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด รูปร่างนั้นดูโปร่งแสงราวกับหมอกควัน แต่ดวงตาของเขากลับเปล่งประกายด้วยสีทองดั่งดวงตะวันยามอัสดง
เอเลียสกระชับดาบในมือแน่น แม้หัวใจจะเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นแต่เขาก็ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ เขาจ้องมองไปยังผู้เฝ้าวิหารที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินเพียงเล็กน้อย "ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วงชิงกาลเวลา ข้ามาเพื่อคืนสิ่งที่ถูกขโมยไปต่างหาก"
ชายร่างโปร่งแสงหัวเราะเบาๆ เสียงของเขาสั่นสะเทือนไปถึงเศษหินรอบตัวจนร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน "ไม่มีใครขโมยอะไรไปจากที่นี่หรอก มีเพียงผู้ที่ลืมสิ้นถึงพันธสัญญาที่ทำไว้กับผืนทรายเท่านั้น เจ้าคิดว่าตัวเองพร้อมจะแบกรับน้ำหนักของความจริงที่ฝังลึกอยู่ใต้เท้าเจ้าแล้วหรือ"
เอเลียสโน้มตัวลงใช้มีดสั้นขูดเอาชั้นทรายสีครามออกไป เผยให้เห็นแผ่นโลหะที่มีลวดลายของดวงดาราซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่กลับจดจ่ออยู่กับการพยายามปลดล็อกกลไกโบราณที่ฝังแน่นอยู่กับพื้นดิน ทันใดนั้น แผ่นโลหะก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่บนพื้นวิหาร
"ถ้าข้าไม่ทำตอนนี้ โลกเบื้องบนก็จะล่มสลายลงในไม่ช้า" เอเลียสตะโกนแข่งกับเสียงคำรามของผืนดินที่เริ่มแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาหยิบเหรียญตราประจำตระกูลออกมาวางลงบนรอยแยกนั้นทันที แสงสีครามสว่างวาบไปทั่วบริเวณจนทำให้เขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่าที่แผ่ขยายออกมา
ชายร่างโปร่งแสงหายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงกระซิบที่ดังก้องอยู่ในหัวของเอเลียส บอกเล่าถึงความลับที่ถูกเก็บงำไว้ใต้เปลือกโลกมานานหลายศตวรรษ ผืนทรายรอบตัวเริ่มหมุนวนเป็นพายุขนาดใหญ่ พัดพาความทรงจำที่แตกสลายของอารยธรรมโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านแสงสีครามที่อาบไล้ไปทั่วบริเวณ
เขารู้สึกถึงพลังมหาศาลที่ไหลผ่านร่างกายราวกับสายน้ำที่เชี่ยวกราก มันเป็นพลังที่สามารถสร้างหรือทำลายโลกได้ในพริบตาเดียว เอเลียสพยายามควบคุมมันด้วยสมาธิที่เหลืออยู่ทั้งหมด หากเขาล้มเหลว โลกจะดับสูญ หากเขาทำสำเร็จ ประวัติศาสตร์จะถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยมือของเขาเองเพียงผู้เดียว
ในนาทีสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิดออก เอเลียสตัดสินใจทิ้งดาบในมือลงสู่รอยแยกนั้น เขาเข้าใจแล้วว่าพลังที่แท้จริงไม่ใช่การครอบครอง แต่คือการสละทิ้งซึ่งความต้องการส่วนตนเพื่อรักษาความสมดุลของจักรวาล แสงสว่างค่อยๆ จางหายไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่กลับคืนสู่หุบเขาอีกครั้ง
เมื่อฝุ่นผงจางลง พื้นวิหารที่เคยแตกร้าวกลับมาเรียบเนียนราวกับไม่เคยผ่านเหตุการณ์ใดมาก่อน เอเลียสนั่งหอบหายใจอยู่บนพื้นทรายสีครามที่ตอนนี้กลายเป็นสีขาวนวลสะอาดตา เขามองไปยังขอบฟ้าที่เริ่มมีแสงอาทิตย์ยามเช้าปรากฏขึ้นเหนือยอดเขา การเดินทางของเขาจบลงแล้ว แต่โลกใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้นในวินาทีที่เขาวางพันธสัญญาลง